โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ HSV-1 เป็นสาเหตุหลักของเริมตามผิวหนังส่วนบน เช่น ตา ลำตัว บริเวณช่องปากและริมฝีปาก มักติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง และชนิด HSV-2 มักเกิดที่อวัยวะเพศ ซึ่งสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ลักษณะของโรคจะเป็นตุ่มน้ำใสเหมือนหยดน้ำเล็กๆ เจ็บๆ คันๆ มีขอบแดง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มน้ำใสจะแตกออกเป็นแผลถลอกตื้นๆ และหายไปในที่สุด หลังจากนั้น เชื้อจะไปแฝงตัวในเส้นประสาทอย่างสงบ และจะมีอาการกำเริบขึ้นมาใหม่เมื่อมีตัวกระตุ้น ได้แก่ ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร ความเครียด วิตกกังวล เป็นต้น โดยมักเป็นซ้ำบริเวณเดิม แต่อาการจะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนครั้งแรก 
 
                      ส่วนโรคงูสวัดนั้น เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus (VZV) ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดมักเคยมีประวัติเป็นไข้สุกใสมาก่อน เมื่อหายจากไข้สุกใสเชื้อจะไปหลบอย่างสงบที่ปมประสาทใต้ผิวหนัง เมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อที่แฝงตัวอยู่จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดอาการปวด และเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท คล้ายกับรูปร่างของงู จึงเรียกว่าโรคงูสวัด อาจปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย หลังจากนั้นตุ่มน้ำจะแตก และตกสะเก็ดภายใน 7-10 วัน โรคนี้มักเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ยกเว้นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคมะเร็งที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน อาจกลับมาเป็นโรคงูสวัดซ้ำได้อีก
 
                      คนที่เคยเป็นเริมและงูสวัด คงจะรู้ดีว่าเป็นโรคผิวหนังที่สร้างความเจ็บปวดทรมานแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นเริมบริเวณที่ลับ (อวัยวะเพศ) แล้ว ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นกามโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งติดต่อกันได้ง่าย ถ้าเป็นในสตรีมีครรภ์ อาจจะเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องได้ หรือถ้าโรคลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง หรือแบบขยุ้มตีนหมาก็จะยิ่งเจ็บปวดทรมานเป็นทวีคูณ กว่าจะหายเองก็อาจจะใช้เวลานานเป็นเดือน และบางทีอาจมีไข้แทรกซ้อนอีกด้วย จึงไม่มีใครที่ยอมปล่อยให้โรคเริมและงูสวัดเป็นไปและหายเองโดยไม่รักษา
 
                      ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ในการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคทั้ง 2 ชนิดนี้ และได้มีการค้นพบและเริ่มใช้สมุนไพรเสลดพังพอน ในการรักษาโรคเริม งูสวัด และแผลในปาก ครั้งแรกในปี พ.ศ.2529 ในรูปแบบของทิงเจอร์และกรีเซอรีน ซึ่งนับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่มีการนำสารสกัดจากสมุนไพรเสลดพังพอนตัวเมียมาใช้
 
                      เสลดพังพอนตัวเมีย หรือพญายอ, พญาปล้องทอง, พญาปล้องดำ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากในทางผิวหนัง ซึ่งในยุคนั้น พบว่า มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเสลดพังพอนอยู่น้อยมาก ชาวบ้านในแถบภาคเหนือใช้กินเป็นอาหาร นิยมใส่แกงแค และมีชื่อตามท้องถิ่นว่า ผักมันไก่ หรือผักลิ้นเขียด และมีการใช้เสลดพังพอนในการรักษาอาการต่างๆ ดังนี้
 
                      ใช้รักษาพิษจากสัตว์ต่างๆ โดยใช้ใบเสลดพังพอน 25-30 ใบ ตำผสมเหล้าขาวหรือน้ำซาวข้าว 3 ช้อนโต๊ะ กรองเอาแต่น้ำดื่ม กากใช้พอก บางครั้งก็อาจมีการดองใบเสลดพังพอนไว้ใช้ โดยอาจดองเดี่ยวๆ หรือใช้พิมเสนร่วมด้วยก็ได้
 
                      การรักษาโรคเริม ให้ใช้ใบเสลดพังพอนสดๆ ประมาณ 15-20 ใบ ผสมเหล้า 28 ดีกรี 3 ช้อนโต๊ะ ตำคั้นน้ำทาและใช้กากพอกตรงตุ่มเริม ประมาณ 2-3 วัน ก็หายเป็นปกติ
 
                      การรักษาโรคงูสวัด ให้ใช้ใบเสลดพังพอนสดๆ 15-20 ใบ ตำผสมเหล้าโรง 28 ดีกรี แล้วใช้พอกตามตุ่มของงูสวัดให้ทั่ววันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน ให้ใช้ใบสดอีกประมาณ 15-20 ใบ ตำกับน้ำซาวข้าวครึ่งถ้วยชาวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเพื่อขับพิษ หรือนำใบเสลดพังพอนสด 10-15 ใบ ล้างให้สะอาด ใส่ครกตำยา ตำให้ละเอียด ตักลงใส่ภาชนะสะอาด และเติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์พอท่วมยา ปิดฝาให้มิดชิด ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยาและเก็บใส่ภาชนะที่สะอาด นำน้ำยามาทาบริเวณที่ปวดบวม หรือใช้กากพอกร่วม หรือหากใช้เป็นยาภายนอกรักษาเริมและงูสวัด ให้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 4-5 ครั้ง
 
                      ปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเสลดพังพอนอย่างกว้างขวาง และทางอภัยภูเบศรก็ได้มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรจากเสลดพังพอน หลายชนิด ได้แก่ คาลาไมน์ ใช้ทาแก้คัน, ยาหม่องแก้ฟกช้ำดำเขียว, กลีเซอรีนใช้รักษาแผลในปาก และครีมเสลดพังพอน ใช้รักษาโรคเริม และงูสวัด โดยพบว่าในการใช้เสลดพังพอนรักษาโรคเริมและงูสวัด ได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบัน 
 
                      นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาประสิทธิภาพของครีมเสลดพังพอนในการรักษาเริมที่อวัยวะเพศ เปรียบเทียบกับครีมรักษาเริมแผนปัจจุบัน (Acyclovir cream) พบว่ามีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน โดยเสลดพังพอนมีข้อดีที่เหนือกว่ายาแผนปัจจุบัน คือ ไม่ทำให้เกิดการอักเสบระคายเคือง ขณะที่อะซัยโคลเวียร์ทำให้แสบ และครีมเสลดพังพอนยังออกฤทธิ์กับไวรัสโดยตรง ทำให้สามารถใช้ได้ทุกช่วงของโรค ขณะที่อะซัยโคลเวียร์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ซึ่งจะออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อเริ่มติดเชื้อ
 
 
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
 
เกี่ยวกับสมุนไพรได้ที่ 
 
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
 
โทร.0-3721-1289