royal coronation
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562
วันนี้ในอดีต

 14 ต.ค.2497 กำเนิด 'วินัย ละอองสุวรรณ'

วันที่ 14 ตุลาคม 2562 - 07:55 น.
พระยันตระ,วันนี้ในอดีต,วินัย ละอองสุวรรณ
Shares :
เปิดอ่าน 778 ครั้ง

#วินัย ละอองสุรรณ #วันนี้เมื่อ 68 ปีก่อน

 

 

 

***************************

 

 จะว่าไป “อดีตพระยันตระ” หรือ วินัย ละอองสุวรรณ ก็นับเป็นอีกอดีตพระที่คนไทยในยุคก่อนใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กรู้จักกันดี จากข่าวที่สะเทือนวงการพุทธศาสนา สั่นคลอนแรงศรัทธาของชาวพุทธ

 

หากนับแต่เกิดเรื่องคดีจนหมดอายุความหลังผ่านไปนับสิบยี่สิบปี เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังติดตามเรื่องราวของชายคนนี้

 

ทุกวันนี้แม้อดีตพระดังจะสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสรเสรี แถมเคยกลับเข้าไทยมาแล้วช่วงปี 2557 และ 2559 ! ซึ่งปีแรกก็คือปีที่คดีของเขาหมดอายุความลง

 

มาวันนี้เมื่อ 68 ปีก่อน หรือตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม 2497 (หากบางแหล่งระบุว่า เป็นปี 2494) ยังเป็นวันครบรอบวันเกิดของเขาอีกด้วย

 

วันนี้ในอดีต ไม่ได้มาชวนท่านผู้อ่านแฮปปี้เบิรธ์เดย์ หรือมาเป่าเทียน แต่ก็สนใจที่จะนำเสนอเรื่องราวของเขามาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง เผื่อว่าเด็กรุ่นโซเชียลจะยังตามไม่ทัน

 

 

กำเนิดพระดัง

 

วินัย ละอองสุวรรณ เป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2497 ก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เขาได้ปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤๅษีอยู่หลายปีจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

 

ต่อมาขณะอายุ 20 เขาได้อุปสมบทเป็นภิกษุในธรรมยุติกนิกายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

 

 

 

 

พระวินัย เมื่ออุปสมบทมักใช้คำแทนตัวว่า “พระยันตระ” ซึ่งแปลว่า “ผู้ไกลจากกิเลส” ที่เคยใช้มาตั้งแต่ยังเป็นฤๅษียันตระ

 

เมื่อบวชแล้วเป็นที่รู้จักดี ทำให้มีผู้ศรัทธาบวชเพื่อเข้าเป็นลูกศิษย์มากมาย ทำให้เขามักแวดล้อมไปด้วยพระสงฆ์คอยอุปัฏฐากอยู่เสมอๆ

 

นอกจากนี้ยังมีผู้ศรัทธาสร้างสำนักวัดถวายเขาหลายแห่ง โดยทุกวัดที่สร้างในสำนักเขาจะใช้คำว่า “สุญญตาราม” ประกอบด้วยเสมอ สำนักที่เป็นที่รู้จักดีคือ วัดป่าสุญญตาราม กาญจนบุรี และยังมีสำนักวัดป่าสุญญตารามของเขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง เช่นที่ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

 

 

 

 

ด้วยวัตรปฏิบัติรวมถึงคำสอนของเขา ทำให้พระวินัยถือเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น มีการตีพิมพ์เผยแพร่คำสอนรวมถึงได้รับนิมนต์ไปเทศนายังที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

 

คำสอนของเขาเน้นแนวทางปฏิบัติกรรมฐานซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการศาสนาว่าถูกต้องกับพระไตรปิฎก

 

 

 

ดังทางฉาว

 

แต่แล้วในปี 2537 อายุ 40 ปี เขาได้ถูกฟ้องร้องหลายข้อหา และถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ อันเป็นหนึ่งในจตุตถปาราชิกาบัติที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ

 

ช่วงนั้นมีการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐานมากมายตามสื่อต่างๆ เป็นข่าวโด่งดังที่คนไทยติดตามอย่างเกาะติดในสมัยนั้น

 

นอกจากนี้ สีกากลุ่มหนึ่งได้ยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อสมเด็จพระสังฆราชฯ และอธิบดีกรมการศาสนาว่า วินัย ละอองสุวรรณ เดินทางไปเทศนาที่ทวีปยุโรป ระหว่างลงเรือเดินสมุทรไม่สำรวม และมีความไม่เหมาะสมกับสมณเพศต่อสุภาพสตรี

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก ข่าวสด

 

 

 

ทั้งยังมีเทปบันทึกการสนทนากับสตรีผู้หนึ่ง โดยเธอ่ร้องเรียนว่าวินัยล่อลวงเสพเมถุน, มีเอกสารที่กล่าวถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อความเป็นพระสงฆ์ ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ และมีหลักฐานการลอกเลียนบทกวีของนักเขียนคนดังอีกด้วย

 

และอื่นๆ อีกมากมายอ่านแล้วขนลุก จนในที่สุดเขาได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้เขาพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง

 

แต่พระดังขณะนั้นไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อต่างๆ ขนานนามว่า จิ้งเขียว, สมียันดะ, ยันดะ เป็นต้น

 

ที่สุดภายหลัง อดีตพระดังจึงลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมเพื่อหลบหนีออกจากประเทศไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

กลับเมืองไทย

 

ช่วงหนึ่งอดีตพระยันตระเดินทางกลับเยี่ยมบ้านเกิดตัวเอง หลังคดีหมดอายุความ โดยเข้ากราบอดีตพระอุปัชฌาย์ที่เคยเป็นผู้อุปสมบทให้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 หรือนับเป็นเวลาถึง 20 ปีที่ได้หลบหนีออกไป

 

ทั้งนี้ เขายังเดินทางกลับมายังภูมิลำเนาเดิมในบ้านบางบ่อ เขตเทศบาลเมืองปากพนัง ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่คดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่ก้าวล่วงองค์สมเด็จพระสังฆราช ได้หมดอายุความลง

 

 

 

 

 

โดยเป็นการกลับมาแบบเงียบๆ โดยได้มาอาศัยอยู่ในอำเภอปากพนัง และยังคงมีการแต่งกายด้วยผ้าคล้ายจีวรที่มีทั้งสีกลักและสีเขียว ทับเสื้อแขนยาว ผมยาวสีขาวผูกรวบไว้ หนวดเคราขาวยาวเฟิ้ม รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์

 

ผู้ใกล้ชิดของเขาระบุว่า นายวินัยได้เดินทางมายังนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เพื่อมากราบพระครูสุธรรมาจารย์ หรือพ่อท่านเชื่อง เจ้าอาวาสวัดรัตนาราม หรือวัดบางบ่อ ที่บ้านบางบ่อ ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาจารย์ ของนายวินัยเมื่อครั้งอุปสมบท และได้มาพักอยู่ที่อาศรมที่ปลูกสร้างขึ้นหลังบ้านเดิมของนายวินัย

 

โดยมีผู้ที่ยังเคารพนับถือเดินทางมาเยี่ยมเยียนและเชิญไปยังสถานที่ต่างๆ หลายจังหวัดในภาคใต้ จากนั้นได้เดินทางกลับอเมริกาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2557 โดยข่าวระบุว่าจะปักหลักอาศัยอยู่ที่อเมริกาตลอด

 

ถึงตอนนี้ หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อ้าว! ทำไม “อดีตพระยันตระ” ถึงสามารถอยู่ลั้นลาในต่างแดนได้โดยไม่มีใครทำอะไร แถมยังเดินทางไปทั่วเกือบครบสามจบรอบโลก

 

และทั้งๆ ที่รู้หลักแหล่ง ว่าเขานั้นไปตั้งสำนักวัดป่าสุญญตาราม ที่เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่เห็นมีใครจากทางการไทย ไปทักทาย เซย์ไฮว่าทำไมไม่กลับบ้าน

 

คำตอบมันอยู่ตรงที่ว่า พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว อดีตพระยันตระ มีช่องทางให้สู้คดีได้ และเขาก็สู้ จนศาลสหรัฐให้สถานภาพลี้ภัยทางการเมืองแก่เขาตั้งแต่ปี 2540

 

โดยเวลานั้น ผู้พิพากษาสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ถึงกับระบุว่า พระยันตระนั้นต้องเจอกับ “ขบวนการกำจัด กวาดล้าง” มิใช่เผชิญกับ “การดำเนินคดีทางอาญา"

 

พูดง่ายๆ ว่าทางเจ้าบ้านที่คนของเราไปขออาศัย เขาเชื่อสนิทใจว่าโดนกลั่นแกล้งใส่ร้าย จึงให้สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองแก่เขา สามารถหลบหนีคดีความอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้เรื่อยๆ โดยที่ทางการไทยทำอะไรไม่ได้

 

แต่ครั้งหนึ่ง อดีตพระดังเคยเล่าว่า ตนนั้นปกติไม่ค่อยอยู่ที่วัด แต่ไปอยู่ที่ป่าเมืองเครสเซนท์ ซิตี้ ใกล้ป่าสงวนเรดวู้ด ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของแคลิฟอร์เนีย ติดพรมแดนรัฐโอเรกอน จะเดินทางมาที่วัดสุญญตาราม ซึ่งอยู่ห่างกันกว่า 700 ไมล์ เฉพาะเวลาที่วัดมีงานสำคัญเท่านั้น! และทุกวันนี้ ก็ทำตัวดีแต่ในทางธรรม แม้จะไม่ปลงผมก็ตาม !

 

************************

 

 

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ