royal coronation
วันที่ 23 ตุลาคม 2562
วันนี้ในอดีต

27 ก.ย.2539 มังกรสุพรรณ เซอร์ไพรส์ 'ยุบสภา'

วันที่ 27 กันยายน 2562 - 02:00 น.
บรรหาร ศิลปอาชา,วันนี้ในอดีต,มังกรสุพรรค,ยุบสภา
Shares :
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

วันนี้เมื่อ 23 ปีก่อน

 

**********************

 

การเมืองไทย จะรัฐธรรมนูญ หรือ การเลือกตั้ง หรือการยุบสภา มีมาแล้วหลายครั้งติดอันดับในโลก

 

อย่างเหตุการณ์เมื้อวันนี้ของ 23 ปีก่อน ตรงกับวันที่ 27 กันยายน 2539  นายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชาในขณะนั้นได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฏร ท่ามกลางความตกตะลึงของคนไทยและคนการเมืองด้วยกัน

 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

 

 

การเลือกตั้งครั้งที่ 20

 

บรรหาร ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งแรกและครั้งเดียว หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538 เป็นการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งที่ 20 มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2538

 

ครั้งนั้น พรรคชาติไทย ของหลงจู๊ บรรหาร ประสบความสำเร็จ สามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ไปได้ ทำให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชาหัวหน้าพรรคได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ สืบเนื่องจากภายหลังการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่รับผิดชอบโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล

 

ในวันที่ 17 พฤษภาคมก่อนหน้านั้น พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีมติงดออกเสียง แต่ทว่านายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้รับผิดชอบก็ยังได้รับความไว้ใจวางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

 

วันต่อมา พรรคพลังธรรมถอนตัวออกจากการร่วมเป็นรัฐบาล ทำให้ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน

 

ผลการเลือกตั้งพรรคชาติไทยที่นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชาซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ได้รับคะแนนมาเป็นลำดับหนึ่ง ด้วยจำนวน 91 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลได้มาเป็นลำดับต่อมา คือ 86 ที่นั่ง ขณะที่พรรคความหวังใหม่ได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่สาม 57 ที่นั่ง

 

นายบรรหาร จึงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคมปีเดียวกัน นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย

 

พร้อมควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกตำแหน่งหนึ่งระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2539

 

 

ฉลองไม่นาน

 

ปรากฏว่า ทำงานไม่นาน หลังรัฐบาลบรรหาร สร้างผลงานที่โดดเด่นอย่าง การริเริ่มให้มีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

 

แต่การบริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขา ดำเนินไปด้วยความไม่ราบรื่น จนกระทั่งในวันที่ 18-20 กันยายน พ.ศ. 2539 เขาถูกพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีว่าการบริหารประเทศไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้

 

ประกอบกับพรรคร่วมรัฐบาลได้แก่ พรรคความหวังใหม่ พรรคนำไทย และพรรคมวลชน ได้ขอให้เขาลาออกจากตำแหน่ง แต่เขาได้ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539 แทน

 

ข่าวจากไทยรัฐระบุว่า เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่แกนนําคนสําคัญของพรรค เนื่องจากบรรหาร หัวหน้าพรรคไม่ได้ปรึกษาและบอกกล่าวแก่สมาชิกพรรคให้ทราบล่วงหน้า

 

 

 

ทั้งนี้ ว่ากันว่าช่วงที่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน การอภิปรายฯครั้งนั้น มีหลายกรณีทั้งข้อสงสัยเรื่องสัญชาติกำเนิดของบิดานายบรรหาร, การหลีกเลี่ยงที่จะเสียภาษีจำหน่ายที่ดินให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยของรัฐบาล,

 

การรับเงินสนับสนุนจากนายราเกซ สักเสนาซึ่งเป็นอาชญากรจากคดียักยอกเงินของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ, กรณีคัดลอกวิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยรามคำแหงของนายบรรหาร เป็นต้น

 

เรื่องนี้สร้างความสะเทือนแก่เสถียรภาพของรัฐบาลเป็นอย่างมาก ต่อมา ก่อนการวันลงมติอภิปรายฯ พรรคร่วมรัฐบาลได้มีมติที่จะให้นายบรรหาร ลาออกจากตำแหน่ง มิฉะนั้นจะไม่ยกมือไว้วางใจให้

 

แต่นายบรรหารต่อรองที่จะขอลาออกภายใน 7 วันแทน ขณะเดียวกันได้มีความพยายามที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลต่าง ๆ ที่จะสนับสนุน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ด้วยจำนวนเสียง 118 เสียง

 

ทว่า บรรหารของเราได้เลือกที่จะยุบสภาฯ ขึ้นเสียก่อน สร้างความเซอร์ไพรส์แก่ทุกคนรับวันศุกร์ปลายเดือนกันยายนกันเลยทีเดียว

 

 

มังกรผู้ยิ่งใหญ่

 

นายบรรหารมีสมญานามมากมาย จากลักษณะเด่นหลายประการ เช่น มีฐานเสียงหนาแน่นอย่างที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานะเป็นเจ้าถิ่นจนได้สมญาว่า “มังกรสุพรรณ” หรือ “มังกรการเมือง” และเนื่องจากมีลักษณะคล้าย เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน สื่อมวลชนจึงนิยมเรียกนายบรรหารสั้น ๆ ว่า “เติ้ง” หรือ “เติ้งเสี่ยวหาร”

 

ต่อมาในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 พรรคชาติไทยซึ่งใช้สโลแกนหาเสียงว่า “สัจจะนิยม สร้างสังคมให้สมดุล” นายบรรหารในฐานะหัวหน้าพรรคได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่จะขอร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีก ถ้าพรรคไทยรักไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

 

ในห้วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2550 พรรคชาติไทยได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน และร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549

 

 

 

ก่อนการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ไม่นาน บรรหารได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อคำถามที่ว่า จะไปร่วมกับพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่าจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า “จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่นับถือมา 30 ปี ผิดหวัง” ซึ่งนายบรรหารไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่สาธารณะก็ตีความว่าหมายถึง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

 

แต่เมื่อหลังการเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่านายบรรหารและพรรคชาติไทยก็ไปเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล จึงทำให้ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคได้ออกมาโจมตีและแฉพฤติกรรมนายบรรหารเป็นการใหญ่

 

 

 

ฝันสลายโดยยุบพรรค

 

แต่หลังการเลือกตั้งปี 2550 กกต. พบการทุจริต มีการให้ใบแดงและพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ มณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองเลขาธิการพรรคชาติไทย และยังมี สุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่สุด วันที่ 16 เมษายน 2551 กกต.ประกาศยุบพรรคทั้งสองในที่สุด

 

วันนั้ บรรหารรวมทั้งวราวุธและกัญจนาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะ 5 ปี จนกระทั่ง วันที่ 20 ธันวาคม 2551 พรรคชาติไทยกลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์

 

แต่พอมาถึงปี 2554 พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากทั้งสองพรรคมีความเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน

 

 

 

พอปี 2556 หลงจู๊ยังคงเขาทำงานกับพรรคเพื่อไทย โดยอาสาผู้ประสานงานคณะทำงานเวทีปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 

พอมาถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาลำดับที่ 1 แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

 

กระทั่ง คสช. ประกาศยึดอำนาจ รัฐบาลปู บรรหานถูกเชิญไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

 

 

จากมังกรสู่ตำนาน

 

  กระทั่ง วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559 มังกรสุพรรณเกิดภาวะภูมิแพ้และหอบหืดกำเริบ จึงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ อาการวิกฤติตั้งแต่วันแรกที่เข้ารักษา จนถึงแก่อนิจกรรมด้วยภาวะดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559 เวลา 04:42 นาฬิกา

 

 

 

อย่างไรก็ดี หากจะพูดถึงความเป็นที่สุดแห่ง มังกรสุพรรณผู้นี้ ก็คือ การทำงานเพื่อบ้านเกิด ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติหนึ่งของนักการเมืองทุกคนพึงมี การพัฒนาบ้านเกิด การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด ก็ตรงกับคำมั่นของท่านที่ว่า “สัจจะ และกตัญญู เป็นมงคลแห่งชีวิต”

 

โดย นายบรรหาร ถือว่าเป็นผู้ที่ เนรมิต “เมืองบรรหารบุรี” จนออกมาเป็นภาพตัวแทนของคุณงามความดีที่คนในพื้นที่ยอมรับนับถือและเคารพรักเขาเป็นอันมาก

 

 

อนุสาวรีย์ นายบรรหาร ศิลปอาชา ณ อนุสรณ์สถาน ลานมังกรสวรรค์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สุพรรณบุรี ภาพ ประเสริฐ เทพศรี

 

คนไทยทั่วเองก็ยอมรับในจุดนี้ ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของนายบรรหาร ทำให้เมืองสุพรรณบุรี เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก จนหลายคนวิเคราะห์ว่า ยังเป็นต้นแบบให้กับ “เนวินบุรี” แห่งบุรีรัมย์ ในเวลาต่อมา

 

สมดังที่ ดร. ถนัด ยันต์ทอง ประชาสัมพันธ์ชมรมไทยพวนจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวไว้ในคำอาลัยนายบรรหาร ว่า “ร่างกายและหัวใจนายบรรหารหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองสุพรรณบุรี จนเป็นที่มาของคำว่า บรรหารบุรี”

 

***************************

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ