royal coronation
12 ธันวาคม 2562
วันนี้ในอดีต

ทุบพังทั้งองค์ พระพรหมเอราวัณ ลางร้าย คลั่ง หรือลับลวงพราง!

21 มีนาคม 2561 - 07:00 น.
ท้าวมหาพรหม,พระพรหมเอราวัณ
Shares :
เปิดอ่าน 6,543 ครั้ง

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้ลงมือก่อเหตุถูกรุมประชาทัณฑ์จนตาย ยิ่งตอกย้ำการสังเวยด้วยเลือดบนสถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่น!!

            แตกแหลกละเอียด จนหัวใจของผู้คนที่ได้เห็นยับเยินไปด้วย แต่นั่นก็ยังไม่เท่า “มือทุบ” ที่ภายหลังโดนรุมยำซูเปอร์จนเสียชีวิต!! ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นแค่ชายสติไม่ดีคนหนึ่ง!

            จำกันได้หรือไม่ กับวันนี้เมื่อ 12 ปีก่อน ในช่วงดึกของคืนวันที่ 21 มี.ค.2549 เมื่อมีชายคนหนึ่งเกิดคลุ้มคลั่งพกค้อน แล้วบุกเข้าไปทุบองค์ท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ จนแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี

            จากนั้นชาวบ้านที่เห็นเข้า ก็เลยพากันกรูเข้าจับรุมประชาทัณฑ์อ่วม ที่สุด ชายคนนั้นหนีโซเซออกไปเสียชีวิตที่หน้าโรงแรมเอราวัณ ซึ่งภายหลังบิดาของเขาออกมาเปิดผยจนทำให้หลายคนต้องสลดใจ

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเหตุบริเวณหน้าริมทางเท้าด้านหน้าประตูทางเข้าโรงแรมเอราวัณ บางกอก โดยด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่พบศพชายไทยไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 30 ปี สภาพศพนอนหงาย ตรวจสอบตามร่างกายพบบาดแผลที่บริเวณหัวคิ้วข้างขวา ยาวประมาณ 2 ซม. และบริเวณท้ายทอยมีบาดแผลฉกรรจ์ยาวประมาณ 4 ซม. และรอยฟกช้ำอยู่ตามลำตัว นอกจากนี้ที่บริเวณแผ่นหลังมีรอยสักคำว่า “อามีน” โดยบริเวณใกล้กันกับศพ เจ้าหน้าที่พบค้อนตอกตะปูตกอยู่ 1 ด้าม

            และห่างไปประมาณ 20 เมตร ที่บริเวณศาลท้าวมหาพรหม เจ้าหน้าที่พบว่า องค์พระพรหมถูกทุบแตกละเอียด ชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปทั่ว เหลือแต่เพียงฐาน โดยจากการตรวจสอบภายในบริเวณศาล เจ้าหน้าที่พบเหล็กเสียบร่มปลายแหลม ยาวประมาณ 2 ฟุตตกอยู่

            และจากการสอบสวน พยานที่เป็นแม่ค้าขายพวงมาลัยด้านหน้าทางเข้าศาล ให้การว่า ราวๆ 00.45 น. ขณะที่กำลังนั่งขายพวงมาลัยอยู่ตามปกติ ก็เห็นผู้ตายแอบปีนรั้วเข้าไปในศาล แล้วเดินตรงไปที่บริเวณแท่นบูชา ยืนคร่อมองค์ท้าวมหาพรหม แล้วหยิบค้อนออกมาจากเอว กระหน่ำทุบใส่ตัวองค์และเศียรอย่างบ้าคลั่ง พร้อมตะโกนร้องเสียงดังเหมือนกับคนสติไม่ดี

            พอเห็นดังนั้นตนก็รีบตะโกนให้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงให้ช่วยกันจับตัวชายดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งเมื่อผู้ตายเห็นตนตะโกนร้องจึงรีบลงมาจากฐานพระพรหมเพื่อหลบหนี แต่ไมทันเพราะมีคนจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยกันจับตัวเอาไว้ จนมาทราบว่าชายคนดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว

 

 

            เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่ว ทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมเอราวัณได้นำผ้าสีขาวมาล้อมบริเวณศาลท้าวมหาพรหมเอาไว้ แต่ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาท้าวมหาพรหม ต่างพากันเดินทางมายังที่เกิดเหตุกันเป็นจำนวนมาก บางรายถึงกับยืนร่ำไห้ บางรายก็จับกลุ่มพูดคุยกันในทำนองว่า เพราะผลแห่งการกระทำ คนร้ายถึงต้องสังเวยด้วยชีวิต

            แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แทนที่เรื่องนี้จะจบลงโดยบทสรุปที่มีชายคลุ้มคลั่งคนหนึ่งกระทำการขึ้นมาโดยขาดสติ แต่เรื่องราวกลับถูกนำไปขยายความต่อในหลากหลายแง่มุม ทั้ง ลางร้าย หรือ ลับลวงพรางกันแน่?

            สำหรับกระแสที่พูดกันถึงเรื่อง ลางร้ายนั้น มาจากที่ว่ากันว่า ตามความเชื่อของคนไทย องค์ท้าวมหาพรหม คือ เทพแห่งความสงบสุข เป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ ดังนั้น การถูกทำลายจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการพูดถึงลางร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา

            ที่สำคัญ เลยกลายเป็นว่า มีการผูกโยงไปถึงเรื่องการเมือง เหตุทุบพระพรหมจึงถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กับสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุไปจนได้!

            โดยเฉพาะโหรดังท่านหนึ่งที่ออกมาระบุว่า เป็นสัญญาณการเกิดลางร้ายของประเทศ โดยเฉพาะภายหลังเกิดเหตุ ผู้ลงมือก่อเหตุถูกรุมประชาทัณฑ์จนตาย ยิ่งตอกย้ำการสังเวยด้วยเลือดบนสถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่น ชี้ถ้านายกฯ ไม่ลาออก มีนองเลือดแน่นอน!!! (ข่าวจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000038190)

            และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ลืมว่าปีนั้น เรามีใครนั่งนายกรัฐมนตรี โดยภายหลังทางรัฐบาลก็ได้เดินหน้าบูรณะซ่อมแซมและสร้างรูปปั้นองค์ท้าวมหาพรหมขึ้นมาใหม่

            แต่อดีตโหรประจำตัวผู้นำประเทศรายนี้กล่าวต่อไปว่า แม้จะมีการปั้นรูปท้าวมหาพรหมองค์ใหม่ขึ้นมา และมีการบวงสรวงอีกครั้งก็จะไม่สามารถเรียกความศรัทธาได้เท่าองค์ก่อนอีกแล้ว เนื่องจากความรักและความศรัทธา ตลอดจนความเชื่อบูชานั้นจำเป็นจะต้องอาศัยกาลเวลาเป็นเครื่องเพาะบ่ม ดังนั้น แม้จะสร้างหรือบูรณะขึ้นมาใหม่ คนก็จะรู้สึกว่าเป็นเพียงรูปจำลองขององค์จริงเท่านั้น

            อย่างไรก็ดี มากกว่าลางร้าย ยังมีเรื่องของ ลับ ลวง พราง แต่คราวนี้เป็นภาคพิสดาร เมื่อนักข่าวสายสายทหารที่เรารู้จักกันดี วาสนา นาน่วม เคยเขียนหนังสือ ชื่อ “ลับ ลวง พราง ภาคพิสดาร” ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ตอนหนึ่ง โดยอ้างสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ระบุว่า

             หาใช่แค่การทุบพระพรหมเอราวัณ แต่มีการทุบพระพรหมที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งกรณีทุบพระพรหมเอราวัณวันนั้น คนทุบที่บอกว่าเป็นคนบ้า ก็ถูกฆ่าตายอย่างปริศนา แล้วก็เงียบหายไปเลย ท่ามกลางเสียงร่ำลือกันว่า เส้นผมและดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ นำไปใส่ไว้ใต้ฐานพระพรหมองค์ใหม่นั้น เพื่อให้ดวงเมือง และดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชงกันไปตลอด นั่นเอง แต่ในเวลานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ว่า “อันนั้นนั่นเสียสติ” (ข่าวจาก http://thecityjournal.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html)

            ส่วนใครจะวิเคราะห์ยังไง แต่ที่แน่ๆ บิดาของมือค้อนได้ออกมาเล่ากับผู้สื่อข่าวว่า บุตรชายของเขาซึ่งมีอายุ 27 ปี (ขณะนั้น) เป็นลูกคนที่ 3 ของตนเองจากทั้งหมด 4 \โดยลูกชายป่วยเป็นโรคประสาทมาได้ประมาณ 6 ปีแล้ว

            โดยก่อนที่จะมีอาการป่วยก็ลูกชายตนก็เป็นคนปกติดี เรียนเก่ง ไม่ได้มีอาการทางประสาทแต่อย่างใด จนกระทั่งพอลูกชายอายุได้ 21 ปี ต้องเกณฑ์ทหารก็เริ่มมีการอาการซึมเศร้า เก็บตัวเงียบ บางครั้งถึงกับแอบนอนร้องไห้คนเดียว ซึ่งหลังจากจับใบดำได้ไม่ต้องเป็นทหาร ลูกชายก็เริ่มมีอาการเครียด เซื่องซึมลงเรื่อยๆ บางครั้งก็คลุ้มคลั่ง หงุดหงิด จนถึงขนาดจะทำลายข้าวของ แต่ตนก็ห้ามปรามเอาไว้ได้

            พอลูกชายเริ่มมีอาการดังกล่าว ตนก็พาไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ตั้งแต่ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา รพ.ศรีธัญญา รพ.ตำรวจ และล่าสุดที่ รพ.พระมงกุฏ หลังจากที่รักษาแล้วก็ยังมีอาการกำเริบขึ้นมาบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งตนจะคอยระวังอยู่ตลอดเวลา โดยทุกครั้งที่มีอาการกำเริบก็จะโทร.แจ้งไปยัง 191 จากนั้นก็ตำรวจ สน.ดินแดง ก็จะมาที่บ้านเป็นประจำจนเจ้าหน้าที่เริ่มเอือมระอา หรือบางครั้งก็จะโทร.แจ้งไปยังสถานีวิทยุ จส.100 จากนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิก็จะมาที่บ้านเพื่อช่วยกันจับตัวลูกชายตนเพื่อไม่ให้คลุ้มคลั่ง

            ก่อนหน้านี้ลูกชายตนเคยไปสมัครไปเป็น รปภ.อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ก็ทำได้ไม่นานพอมีอาการกำเริบก็ต้องออกจากงาน หลังจากนั้นก็ไปสมัครทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟตามร้านฟาสต์ฟูด แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน

            “ตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ เขาก็เริ่มมีอาการหงุดหงิดเนื่องจากช่วงนี้อากาศร้อน แต่ก็ยังไม่ถึงกับอาละวาด พอช่วงค่ำประมาณ 2 ทุ่มหลังจากผมเลิกงานกลับมาบ้าน ผมก็เอายาแก้แพ้ไปให้เขา เพราะช่วงนี้เขาป่วยเป็นหวัดน้ำมูกไหล พอเวลาประมาณเที่ยงคืน อาการเขากำเริบขึ้นมาอีก เริ่มตาขวางใส่ ผมเห็นท่าไม่ดีเลยแจ้งไปยัง 191 แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่บ้านแต่อย่างใด แล้วเขาก็ออกจากบ้านไปโดยที่ผมก็ไม่ทราบว่าออกไปไหน จนกระทั่งผมได้ยินวิทยุ จส.100 รายงานว่ามีคนถูกทำร้ายจนตาย และคนตายมีรอยสักที่ด้านหลัง อีกทั้งยังมีกระปุกยาแก้แพ้ ก็เอะใจคิดว่าคนตายอาจจะเป็นลูกชายผม เลยลองมาดูที่ สน.ก็พบว่าเป็นลูกชายผมจริงๆ”

            ที่สุดเรื่องนี้ จึงทิ้งไว้แต่เพียงคำถาม คำเล่าอ้าง หรือแม้แต่ อาการมโนของคนอีกหลายๆ คน ที่เราไม่สามารถตัดสินได้

             บางทีคนที่รู้ดีที่สุดอาจจะเป็นชายมือค้อน กับอะไรบางอย่างในหัวของเขาที่สั่งให้ทำ!!

//////////////////////////////////////////////

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000038190

และ http://thecityjournal.blogspot.com/2009/02/blog-post_09.html

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ