เนื่องจากหากไม่สามารถลงแข่งขันกันได้ นั่นหมายถึงว่ารายได้ที่จะเข้ามาของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นจากค่าตั๋ว และค่าลิขสิทธ์ถ่ายทอดสด ต้องหายไป

 

ไม่ว่าจะเป็นทีมในระดับรากหญ้า หรือทีมระดับท็อปก็กำลังเผชิญกับวิกฤติทั้งสิ้น โดยเฉพาะทีมใหญ่ในยุโรปที่ต้องแบกรักค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้ง ค่าเหนื่อยของนักเตะซูเปอร์สตาร์ รวมถึงเงินเดือนของเจ้าหน้าที่สโมสร เป็นต้น

 

เป็นเหตุให้ก่อนหน้านี้บรรดาแข้งของทีมดังต่างยอมลดค่าเหนื่อยของตัวเอง เพื่อพยุงสถานะทางการเงินของสโมสร เช่น นักเตะของ ยูเวนตุส นำทีมโดย คริสเตียโน โรนัลโด, อารอน แรมซีย์ และจอร์จิโอ คิเอลลินี รวมถึงผู้จัดการทีม เมาริซิโอ ซาร์รี ยอมลดค่าเหนื่อยของตัวเองเป็นจำนวน 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มีนาคม-เมษายน ซึ่งคาดว่ามีมูลค่ารวมกว่า 77 ล้านปอนด์ (ราว 3.05 พันล้านบาท) ส่วน ลีโอเนล เมสซี ก็นำทัพผู้เล่น บาร์เซโลนา ในการลดค่าเหนื่อยลง 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ลูกจ้างแผนกอื่นๆของสโมสรได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตามเดิม

 

 

โดยวิกฤติดังกล่าวก็เดินทางมาถึงฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งเป็นลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเช่นกัน ซึ่ง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ทอตแนม ฮอทสเปอร์, บอร์นมัธ และ นอริช ซิตี ที่มีมาตรการพักงานชั่วคราว รวมถึงลดเงินเดือนพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

 

ถึงกระนั้นเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกซึ่งมีกลุ่ม เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป (เอฟเอสจี) บริษัทบริหารกิจการด้านกีฬาจากสหรัฐเป็นเจ้าของ ได้ออกมาแถลงการณ์แบบสวนกระแสว่า พวกเขาจะจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานของสโมสรที่ไม่ใช่นักเตะแบบ 100 เปอร์เซนต์ แม้จะต้องพักงานเนื่องจากไม่มีการแข่งขันฟุตบอลก็ตาม

 

“สโมสร ลิเวอร์พูล ขอพักงานสตาฟฟ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการหยุดแข่งพรีเมียร์ลีก โดยสโมสรยืนยันว่า สตาฟฟ์เหล่านั้นยังได้รับค่าจ้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนการพักงานสตาฟฟ์สโมสร เรามีเป้าหมายร่วมกันระหว่างบุคลากรระดับสูงทั้งใน และนอกสนาม เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้สตาฟฟ์ตกงาน”

 

ถ้ามองจากภายนอกแล้ว เอฟเอสจี ได้ใจแฟนบอลไปแบบเต็มๆ เพราะถึงแม้จะเจอสถานการณ์ย่ำแย่ก็ยังไม่ให้กระทบมาถึงพนักงานในทีม อย่างไรก็ดีการจ่ายเงิน 100 เปอร์เซนต์ดังกล่าวนั้นมีเงื่อนไขสำคัญ เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ได้ไปขอรับมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลอังกฤษที่จะจ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้างที่ถูกพักงานเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ และสโมสรจะจ่ายส่วนที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์

 

"เอฟเอสจี" ทำถูกหรือไม่?

 

แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ผิดตาม “ทฤษฎี” แต่หลายคนมองว่าเป็นความผิดของการที่ไม่มี “สปิริต” มากกว่า เป็นเหตุให้หลังแถลงการณ์ บอร์ดบริหารของ “หงส์แดง” ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เอฟเอสจี สามารถทำกำไรจากสโมสรได้ถึง 167 ล้านปอนด์ (ราว 6.61 พันล้านบาท)

 

โดยลูกจ้างรายหนึ่งของสโมสร ลิเวอร์พูล ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ด้วยความผิดหวังว่า “สโมสรเรียกสตาฟฟ์ว่าเป็นครอบครัว แต่ฉันไม่รู้สึกว่าฉันเป็นสมาชิกของครอบครัวเลย เหตุใดสโมสรที่มีผลประกอบการหลายล้านต้องมาพึ่งรัฐบาลในการดูแลลูกจ้าง ทั้งๆที่ยังมีธุรกิจอื่นๆมากมายซึ่งต้องการความช่วยเหลือ”

 

 

ขณะที่ เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลัง ลิเวอร์พูล ก็ออกมากล่าวว่ารู้สึกผิดหวังอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะจะทำให้สโมสรสูญเสียศรัทธา และค่านิยมไปแบบไม่ควร

 

ส่วนสื่ออังกฤษหลายสำนัก ก็ต่างรุมจวก จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของ เอฟเอสจี ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขณะที่หลายๆฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) หรือสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่างพยายาหามาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคส่วนอื่นๆ เช่น การหารือเพื่อลดค่าเหนื่อยของนักเตะลง 30 เปอร์เซนต์ เป็นต้น

 

โดย “ลิเวอร์พูล เอ็คโค” สื่อท้องถิ่นของเมือง ลิเวอร์พูล ระบุถึงเรื่องนี้ได้น่าสนใจว่า “สโมสรไม่ได้ทำผิด แต่จะต้องยอมรับคำวิจารณ์จากทุกฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้”

 

"เอฟเอสจี" ทำถูกหรือไม่?