ประธานไอโอซี ตั้งโต๊ะแถลงขอแรงทุกฝ่ายข่วยกันฝ่าวิกฤตเลื่อนโอลิมปิก คาดการณ์ ญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบหนักหลังลงทุกไปกว่า 4 แสนล้านบาท

 

โธมัส บาค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ขอแรงทุกฝ่ายช่วยกันฝ่าฝันอุปสรรค หลังนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รวมถึง ไอโอซี และคณะกรรมการจัดการแข่งขัน บรรลุข้อตกลงเลื่อนศึก “โตเกียวเกมส์” ออกไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจะขยับไปแข่งขันกันในปีหน้า

 

บิ๊กบอสแห่งไอโอซี กล่าวผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ไอโอซี เผยแม้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ยาก แต่ชีวิตคนสำคัญกว่า "นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับการปกป้องชีวิตทุกคน และการเลื่อนแข่งขันก็ได้มีการตัดสินใจร่วมกันไปแล้ว กีฬาไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่สิ่งที่เหนือกว่าการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ และเปลวไฟของโอลิมปิก จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นี้"

 

“เราทุกคนยังสามารถเฉลิมฉลองกับโอลิมปิเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียวได้ แม้ต้องเลื่อนไปในปี 2021 ก็ตาม ทุกคนมั่นใจได้เลยว่าความฝันกับโอลิมปิกยังสามารถเป็นจริงได้ เวลานี้มีความไม่แน่นอนมากมาย

 

เราทุกคนล้วนอยู่ในอุโมงค์อันมืดมิด และไม่รู้ว่าอุโมงค์นี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน และไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราอยากให้ไฟโอลิมปิกเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรายังทำงานอย่างหนักเพื่อเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการเลื่อนการแข่งขัน และความท้าทายในการจัดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ที่ถูกเลื่อนออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

 

“เราไม่เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะโอลิมปิกเกมส์ คือ มหกรรมกีฬาที่เป็นศูนย์รวมการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เราต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับการแข่งขันที่ดีที่สุด ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุด เราขอเวลาในการศึกษาปัญหาทุกอย่าง เพื่อต่อภาพจิ๊กซอว์อันยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จ เพื่อความสำเร็จของศึกโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียวในท้ายที่สุด” ประธานไอโอซี ทิ้งท้าย

 

สำหรับโอลิมปิก ปี 2021 ยังไม่มีการระบุช่วงเวลแข่งขันที่แน่นอน แต่คาดการณ์ว่าจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนตามเดิม

 

การเลื่อนแข่งขันออกไปเป็นปี 2021 ทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเตรียมงานหนักตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยงบประมาณในการจัดงานโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 32 ที่ญี่ปุ่นครั้งนี้มีมูลค่า 12,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท)