royal coronation
25 มกราคม 2563
กีฬา

3 เหตุผลหนุน 'ฟาน ไดค์' ซิวบัลลงดอร์

29 พฤศจิกายน 2562 - 18:00 น.
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป,บัลลงดอร์,ลีโอเนล เมสซี,คริสเตียโน โรนัลโด,เฟอร์กิล ฟาน ไดค์,ลิเวอร์พูล
Shares :
เปิดอ่าน 683 ครั้ง

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป (บัลลงดอร์) ประจำปี 2019

ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร “ฟรองซ์ ฟุตบอล” สื่อลูกหนังชื่อดังของฝรั่งเศสในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ 

โดยตัวเต็งที่สื่อต่างๆคาดการณ์ว่าจะมีสิทธิ์ซิวรางวัลดังกล่าวไปครองมากที่สุดหลังวิเคราะห์จากฟอร์มส่วนตัว และความสำเร็จต่างๆในฤดูกาลที่ผ่านมามีอยู่ 3 รายเริ่มจาก ลีโอเนล เมสซี กองหน้า บาร์เซโลนา ซึ่งปัจจุบันขึ้นเป็นเต็งหนึ่งหลัง “มุนโด เดปอร์ติโว” สื่อแดนกระทิงดุ ระบุ มีข่าวรั่วไหลจากทีมงานของ “ฟรองซ์ ฟุตบอล” ว่า เมสซี คือคนที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้ไปครอง และเจ้าตัวก็ได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ชนะเป็นที่เรียบร้อย รวมถึง คริสเตียโน โรนัลโด ดาวเตะซูเปอร์สตาร์ ยูเวนตุส ที่เคยครองรางวัลนี้มาแล้ว 5 สมัย

ส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งแม้จะไม่เคยซิวรางวัลนี้ ทว่าด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัวทำให้เขาถูกยกขึ้นมาเป็นแคนดิเดตสำหรับบัลลงดอร์ 2019 เช่นกัน นั่นก็คือ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล

โดย ฟาน ไดค์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์หลังย้ายมาอยู่กับ “หงส์แดง” เมื่อเดือน ม.ค. 2018 ซึ่งเจ้าตัวเรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของ ลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็นหัวใจในแนวรับ หรือแม้กระทั่งกองหน้าจำเป็นยามที่ทีมต้องการประตู

เป็นเหตุให้สื่อต่างประเทศได้วิเคราะห์ถึง 3 เหตุผลที่ ฟาน ไดค์ สมควรที่จะคว้ารางวัลบังลงดอร์ประจำปีนี้

 

 

1.ผลงานส่วนตัว
แข้งวัย 28 ปี ถูกวิจารณ์อย่างหนักตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงแรกเหตุมีค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นสถิติโลกของผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังในขณะนั้น โดยหลายคนมองว่า ฟาน ไดค์ ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เท่าที่ควร และไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป
ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้ามาเป็นคีย์แมนในแนวรับของ ลิเวอร์พูล อย่างสมบูรณ์ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกาย, จังหวะตัดบอลที่เด็ดขาด รวมถึงความเร็วที่เหนือกว่ากองหลังรายอื่นๆ จนเห็นได้ชัดว่า “หงส์แดง” ที่มีเขาลงสนามนั้นมีผลงานที่ดีขึ้น


ประกอบกับฟอร์มส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม หลังมีสถิติระบุว่าไม่มีแข้งจากทีมคู่แข่งสามารถเลี้ยงผ่าน ฟาน ไดค์ ได้เป็นจำนวนถึง 65 เกม หรือนับตั้งแต่ ถูก มิเกล เมริโน อดีตแข้ง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เลี้ยงผ่านเมื่อเดือน มี.ค. 2018 จนมาเสียสถิติจากการถูก กาเบรียล เฆซุส กองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี เลี้ยงผ่านในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2019 เมื่อเดือน ส.ค.
จากผลงานทั้งหมดโดยเฉพาะในซีซั่นที่แล้วทำให้ ฟาน ไดค์ กวาดรางวัลจากหลายสถาบันมาครองไม่ว่าจะเป็น รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ประจำปี 2019 และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำปี 2018-2019 อีกด้วย

 

 

2.คว้าแชมป์ยูซีแอล
แม้จะมีผลงานส่วนตัวดีเพียงใด ทว่าหากขาดการการันตีเรื่องความสำเร็จ นั่นก็คือการคว้าแชมป์ต่างๆก็จะทำให้โอกาสที่จะได้รางวัลบัลลงดอร์ไปครองนั้นมีลดลง
โดยในฤดูกาลที่แล้ว เมสซี คว้าแชมป์ ลาลีกา สเปน กับ บาร์เซโลนา ขณะที่ โรนัลโด ก็ซิวโทรฟี กัลโช เซเรีย อา กับ ยูเวนตุส รวมถึงได้แชมป์ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทั้ง 2 คนกลายเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลบัลลงดอร์ประจำปีนี้
ถึงกระนั้นถ้านับเรื่องแชมป์คนที่มีภาษีดีที่สุด คือ ฟาน ไดค์ เพราะเขาสามารถพา “หงส์แดง” ครองถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018-19 ซึ่งถือเป็นแชมป์ที่ใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปด้วยการเอาชนะ ทอตแนม ฮอทสเปอร์ 2-0 พร้อมเป็นแชมป์สมัยที่ 6 ของทีม
โดยสถิติในช่วงหลังบ่งชี้ว่านักเตะที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ไปครองส่วนใหญ่มาจากทีมที่สามารถครองถ้วยยูซีแอลในปีนั้นๆ ไล่มาตั้งแต่ปี 2015 ที่ เมสซี ได้ บัลลงดอร์ ปีนั้น บาร์เซโลนา ก็คว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ เช่นเดียวกับอีก 3 ปีต่อมาที่ โรนัลโด และโมดริช ได้บัลลงดอร์ (โรนัลโด 2 สมัยในปี 2016, 2017 และโมดริช 1 สมัยในปี 2018) เรอัล มาดริด ก็คว้าแชมป์ยูซีแอลได้ทั้งหมด

3.ยกระดับแผงหลัง “หงส์แดง”
ตั้งแต่ ฟาน ไดค์ เข้ามาค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล นั้นนอกจากเกมรับของทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ จะมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว เจ้าตัวยังเข้ามาเป็นศูนย์กลางให้ผู้เล่นในแผงหลังรายอื่นๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
โดยที่เห็นได้ชัดเลยคือ โจ โกเมซ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟวัย 22 ปี ที่ก่อนหน้า ฟาน ไดค์ จะเข้ามา เจ้าตัวถูกวิจารณ์ว่าคงไม่สามารถขึ้นมาเป็นตัวหลักในทีมชุดใหญ่ได้ เหตุยังไม่นิ่งมากพอ และมีลูกโฉ่งฉ่างให้เห็นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เจ้าตัวได้จับคู่กับ ฟาน ไดค์ แล้ว ปราการหลังรายนี้ก็ยกระดับของตัวเองขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการสกัดบอลที่แม่นยำขึ้น รวมถึงใช้จุดเด่นของตัวเองเรื่องความเร็วในการไล่ปะทะแนวรุกฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ โจเอล มาติป และเดยัน ลอฟเรน ก็มีฟอร์มที่ดีขึ้นเช่นกัน


นอกจากผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังตัวกลางแล้ว ฟูลแบ็ก 2 ข้างอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และแอนดี โรเบิร์ตสัน ก็พัฒนาตัวเองขึ้นเช่นกัน เพราะแข้งทีมชาติฮอลแลนด์ จะคอยสั่งการแข้งทั้ง 2 รายโดยตลอดทำให้พวกเขารู้จังหวะในการเล่นเกมรุก และรับอย่างสมดุล จนส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในยุโรปเป็นที่เรียบร้อย

และ 3 ข้อข้างต้นคือเหตุผลที่หนุนให้ ฟาน ไดค์ ดีพอที่จะซิวรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง ถึงกระนั้นต้องมารอลุ้นกันอีกครั้งว่ากองหลังรายนี้จะสมหวังหรือไม่ในงานประกาศรางวัลที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
 

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ