royal coronation
วันที่ 18 ตุลาคม 2562
กีฬา

5 ทีมแนวรุกอันตรายลีกยุโรป

วันที่ 27 กันยายน 2562 - 16:05 น.
5 ทีมแนวรุกอันตรายลีกยุโรป,ปารีส แซงต์ แชร์กแมง,เรอัล มาดริด,บาร์เซโลนา,แมนเชสเตอร์ ซิตี,ลิเวอร์พูล
Shares :
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

เปิดฉากมาได้สักระยะสำหรับฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, บุนเดสลีกา เยอรมนี, กัลโช เซเรีย อา อิตาลี, ลีกเอิง ฝรั่งเศส และลาลีกา สเปน

 

 

     โดยบางทีมก็ทำผลงานได้ดีเกิดคาด ขณะที่บางทีมก็มีฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งจากผลงานของแต่ละทีมที่เกิดขึ้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “เกมรุก” ถือเป็นตัวแปรสำคัญเป็นอย่างมากเหตุสามารถสร้างความแตกต่างให้ในเรื่องผลการแข่งขันได้ ทำให้ทุกสโมสรเน้นศักยภาพในตำแหน่งดังกล่าวอย่างมาก เป็นเหตุให้ล่าสุด “เดลี เมล์” สื่อดังของอังกฤษ ได้วิเคราะห์ถึงบรรดาทีมดังที่มีผู้เล่นเกมรุกอันตรายที่สุดในลีกยุโรปซีซั่นนี้

 

 

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
     เป็นที่ทราบกันดีว่า เปแอสเช คือหนึ่งในทีมที่มีเงินทุน และพร้อมทุ่มในการเสริมทัพอยู่เสมอเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ขึ้นไปสู่ทีมระดับท็อปของยุโรป นับตั้งแต่กลุ่มทุนจาก กาตาร์ เข้ามาเทคโอเวอร์ทีมเมื่อปี 2011 โดยดีลที่เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการคว้าตัว เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจาก บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัวระดับสถิติโลกถึง 222 ล้านยูโร (ราว 7.31 พันล้านบาท) เมื่อปี 2017
     อย่างไรก็ตามพวกเขากลับยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่สโมสรวางไว้ นั่นก็คือ การคว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกของทีม โดยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายๆ ทั้งๆที่มีผู้เล่นซูเปอร์สตาร์อยู่เต็มทีม
ทว่าตำแหน่งที่พวกเขามีปัญหามากที่สุด คือ แดนหน้า เหตุ เนย์มาร์ ที่ถือเป็นแข้งตัวความหวัง และมีสถิติการยิงที่ยอดเยี่ยมด้วยการซัดไป 23 ประตูกับ 13 แอสซิสต์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว กลับมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอย่างต่อเนื่อง จนลงช่วยทีมได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ เอดินสัน คาวานี ก็มีผลงานตกลงไปชัดเจน ทำให้มีเพียง คิลิยัน เอ็มบัปเป เป็นคีย์แมนในเกมรุกด้วยการยิงไป 39 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย ทำให้ไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาในเกมที่กดดันได้
      จากเหตุผลที่กล่าวมาส่งผลให้ โธมัส ทูเคิล ตัดสินใจยืมตัว เมาโร อิคาร์ดี กองหน้าจอมคมมาจาก อินเตอร์ มิลาน ซึ่งเรื่องของฝีเท้าไม่มีใครสงสัยในศักยภาพของเจ้าตัวหลังยิงให้ “งูใหญ่” ไป 124 ประตูจาก 219 นัด ทว่าจากการที่มีปัญหากับบอร์ดบริหารทำให้สุดท้ายแล้วเขาต้องเก็บกระเป๋าออกจากถิ่น จูเซปเป เมอัซซา
      การเซ็นสัญญาดังกล่าวถือว่ายกระดับแนวรุกของทีมได้เป็นอย่างมาก นอกจากนั้น เนย์มาร์ ก็ยังอยู่ในถิ่น ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ ต่อไป ทำให้ เปแอสเช คือหนึ่งในทีมที่มีเกมรุกสุดอันตรายอย่างแน่นอน แม้ผลงานโดยรวมจะยังไม่น่าประทับใจนัก เหตุบรรดาแข้งหลัก ทั้ง คาวานี และเอ็มบัปเป ยังบาดเจ็บอยู่ในขณะนี้

เรอัล มาดริด
     หลังจากซีซั่น 2018-19 ที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้ เรอัล มาดริด ต้องทำการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการลุยตลาดนักเตะในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาแบบเต็มตัว
     โดย “ราชันชุดขาว” มุ่งความสนใจในการเสริมทัพไปที่ตำแหน่งเกมรุกเป็นพิเศษ เพราะหลังจากที่ คริสเตียโน โรนัลโด ดาวเตะซูเปอร์สตาร์ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส เมื่อซีซั่นที่แล้ว การจบสกอร์ของของทีมก็มีปัญหาอย่างมาก และถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่ได้แชมป์รายการใดเลยในฤดูกาลที่แล้ว
     เป็นเหตุให้ “โลส บลังโกส” ทุ่มเงินกว่า 205 ล้านยูโร (ราว 6.75 พันล้านบาท) ประกอบด้วย เอแดน อาซาร์ ปีกจาก เชลซี, ลูกา โยวิช กองหน้าจาก ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต และโรดริโก ดาวรุ่งจาก ซานโตส มาเสริมทีม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นที่ ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งต้องการตัว
     และหากนำผู้เล่นแนวรุกหน้าใหม่ มาผสมกับขุมกำลังเก่าที่มีอยู่แล้ว ทั้ง ฮาเมส โรดริเกวซ, แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซมา, อิสโก และลูคัส บาสเกวซ ส่งผลให้แผงหน้าของ เรอัล มาดริด มีความแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก จนได้รับการคาดหวังว่าจะกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็น นั่นก็คือการลุ้นแชมป์ทั้งในประเทศ และระดับทวีป ซึ่งขณะนี้พวกเขาก็อยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของลาลีกา ด้วยการมี 14 คะแนนจาก 6 นัด


 

 

 

บาร์เซโลนา
     สำหรับ “เจ้าบุญทุ่ม” ถือเป็นหนึ่งในบิ๊กทีมซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพวกเขามีแผงเกมรุกที่น่ากลัวอันดับต้นๆของทวีปยุโรป รวมไปถึงของโลก ด้วยการนำทีมของ ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะซูเปอร์สตาร์
     โดยในซีซั่นที่แล้วพวกเขาหยิบแชมป์ลาลีกา สเปน มาครองเหนือ เรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริด ทว่าในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก บาร์ซา กลับโดน ลิเวอร์พูล เขี่ยตกรอบรอบชนะเลิศทั้งๆที่ออกนำไปก่อนในเลกแรกถึง 3-0
     ด้วยบาดแผลดังกล่าวเป็นเหตุให้บอร์ดบริหารของทีม ยอมอนุมัติงบจำนวนมหาศาลเพื่อทำให้สโมสรมีความแข็งแกร่งมากขึ้นโดยเฉพาะผู้เล่นเกมรุกหลังจ่ายไป 120 ล้านยูโร (ราว 3.95 พันล้านบาท) เพื่อเซ็นสัญญากับ อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าตัวเก่งของ แอตเลติโก มาดริด มาร่วมทัพ
     ดาวเตะวัย 28 ปี พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาคือเพชรฆาตในการพังประตูอย่างแท้จริง พร้อมยิงให้ “ตราหมี” ไป 21 ประตูเมื่อซีซั่นที่แล้ว ซึ่งด้วยองค์ประกอบของทีมเชื่อว่าเจ้าตัวจะสามารถทำประตูได้มากขึ้นอย่างแน่นอนในถิ่น คัมป์ นู ซึ่งปัจจุบันเขาซัดให้ทีมใหม่ไปแล้ว 3 ประตูด้วยกัน
     ส่วนคนสำคัญที่ทีขาดไม่ได้ นั่นก็คือ เมสซี ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ “อาซูลกรานา” มาอย่างยาวนาน ขณะที่ฤดูกาลก่อนเขาทำไปถึง 51 ประตู กับ 22 แอสซิสต์
     เช่นเดียวกับ หลุยส์ ซัวเรซ คู่หูของ เมสซี ซึ่งเป็นกองหน้าที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องความเร็ว, การเฉียบคม รวมถึงการหาช่องสำหรับการพังประตู โดยถึงแม้ว่าในฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนแต่ก็ยังสามารถยิงได้ถึง 25 ประตู
     ด้วยแผงแนวรุกโฉมใหม่ของทีมนั้นจะทำให้ บาร์เซโลนา มีพัฒนาการที่ขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของการผลิตสกอร์ ทว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ เมสซี เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บทำให้เกมรุกของ บาร์ซา ยังดูไม่ลงตัวนัก

แมนเชสเตอร์ ซิตี
     คงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยหากจะพูดว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี คือทีมที่มีผู้เล่นในเกมรุกแข็งแกร่งในยุโรปขณะนี้ ดูได้จากสถิติเมื่อซีซั่นที่แล้วซึ่งพวกเขากดไปถึง 169 ประตูรวมทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 95 ประตูในพรีเมียร์ลีก และ 30 ประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่งผลให้คว้าแชมป์ไปถึง 4 รายการด้วยกัน
     เปป กวาร์ดิโอลา คือกุนซือที่เน้นเกมรุกแบบสวยงาม พร้อมดึงศักยภาพของผู้เล่นในทีมออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้ง เซร์คิโอ อเกวโร กองหน้าเบอร์หนึ่งที่เพิ่งยิงให้ทีมเกิน 400 ประตูเมื่อช่วงเร็วๆนี้ และยังเดินหน้าผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่องโดยทำไปแล้ว 8 ประตูจากการลงสนาม 6 นัดในฤดูกาลนี้
     ขณะที่ในรายของ ราฮีม สเตอร์ลิง คืออีกหนึ่งผู้เล่นแนวรุกตัวหลักที่พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้แบบก้าวกระโดด ทั้งเรื่องของการสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีม รวมถึงการจบสกอร์ด้วยตัวเอง จนทำให้เจ้าตัวกลายเป็นผู้เล่นที่ “เรือใบสีฟ้า” จะขาดไปไม่ได้
     นอกจาก 2 แข้งข้างต้นแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี ยังมีสุดยอดผู้เล่นในแนวรุกอีกหลายรายที่พร้อมจะสร้างความแตกต่างให้ทีม ทั้ง แบร์นาโด ซิลบา, ดาบิด ซิลบา, กาเบรียล เฆซุส, ริยาด มาห์เรซ, เควิน เดอ บรอยน์ รวมถึงเลรอย ซาเน ที่ถึงแม้จะมีอาการบาดเจ็บยาว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับทีมมากนัก
     และด้วยความแข็งแกร่งของแผงหน้าในทีมข้างต้นซึ่งเรียกได้ว่ามีความหลากหลายของสไตล์นักเเตะ และมีความเข้าใจในปรัชญาเกมรุกของ กวาร์ดิโอลา จึงอาจจะเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะได้สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูซีแอลเป็นสมัยแรกของสโมสรในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้

ลิเวอร์พูล
     หลังจากที่ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้วมาครองได้ทำให้ ลิเวอร์พูล ยกระดับขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของทวีปยุโรปได้อย่างเต็มตัวเป็นที่เรียบร้อย
     โดยกลไกสำคัญที่ทำให้ “หงส์แดง” ในยุคของ เจอร์เกน คลอปป์ ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ “เกมรุก” ด้วยการมี 3 ประสานแดนหน้าอย่าง โรแบร์โต ฟีร์มีโน, ซาดิโอ มาเน และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์
     แม้จะไม่มีกองหน้าตัวเป้า แต่แผนการเล่นแบบ “ฟอลส์ไนน์” คือการที่แนวรุกสลับขึ้นไปเป็นหัวหอกก็ได้ผลเป็นอย่างมาก โดยซีซั่นที่แล้ว 3 ประสานเกมรุกของทีม ยิงประตูรวมกันไปได้ถึง 69 ประตู (ซาลาห์ 27 ประตู, มาเน 26 ประตู และฟีร์มีโน 16 ประตู) พร้อมคิดเป็น 60 เปอร์เซนต์จากสถิติการทำประตูรวมทั้งหมดในทีมอีกด้วย
     แม้ทุกอย่างจะดูลงตัวในแนวรุก ทว่าหากมองจริงๆแล้ว คลอปป์ ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ตรงจุดนี้เช่นกัน ทั้งการที่บางครั้ง 3 ประสานดังกล่าวแย่งกันยิงประตู ยกตัวอย่างในเกมที่ บุกชนะ เบิร์นลีย์ 4-0 เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ มาเน ระเบิดอารมณ์อยู่ข้างสนามหลัง ซาลาห์ ไม่ยอมจ่ายให้ตนเองทั้งๆที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าจนกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง
     รวมไปถึงเรื่องของอาการบาดเจ็บ เพราะหาก 1 ใน 3 ดาวเตะตัวหลักเกิดไม่สามารถลงสนามได้ ตัวสำรองที่จะลงมาแทน เช่น ดิวอค โอริกีม เซอร์ดาน ชากิรี, อดัม ลัลลานา หรือเรียน บริวสเตอร์ จะสามารถยกระดับตัวเองเพื่อทำให้มาตรฐานในเกมรุกไม่ตกลงไปได้หรือไม่
     หาก คลอปป์ คลี่คลาย 2 ปัญหาใหญ่ข้างต้นได้ ลิเวอร์พูล จะมีสุดยอดเกมรุกที่ยากจะหาทีมใดมาต่อกร

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ 5 ทีมที่ได้รับการวิเคราะห์จากสื่อแดนผู้ดีว่ามีแผงเกมรุกสุดอันตรายในทวีปยุโรปซีซั่นนี้ซึ่งต้องมาติดตามกันอีกครั้งว่าฟอร์มของพวกเขาเหล่านี้จะเป็นเช่นไร และจะช่วยให้ต้นสังกัดประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังหรือไม่
 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ