royal coronation
วันที่ 20 สิงหาคม 2562
กีฬา

ส่องก่อนเกม'หงส์'ดวล'สิงห์'ศึกยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ

วันที่ 14 สิงหาคม 2562 - 17:25 น.
ลิเวอร์พูล,เชลซี,ฟุตบอลยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019
Shares :
เปิดอ่าน 5,426 ครั้ง

ส่องก่อนเกม ลิเวอร์พูล ดวล เชลซี ในฟุตบอลยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019 คืนนี้ (14 ส.ค.)

    วันนี้แล้ว (14 ส.ค.) สำหรับศึกฟุตบอลยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019 ซึ่งเป็นถ้วยที่นำแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาพบกับ แชมป์ยูโรปา ลีก ซึ่งในปีนี้ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 44 ของการแข่งขัน โดยจะเป็นการดวลกันของ 2 ทีมจากอังกฤษ คือ ลิเวอร์พูล กับ เชลซี ที่สนาม โวดาโฟน พาร์ค กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

    สำหรับถ้วยดังกล่าวจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1972 จากไอเดียของ แอนตัน วิทแคมพ์ ผู้สื่อข่าวจาก "เด เทเลกราฟ" สื่อดังของฮอลแลนด์ ที่หวังให้สโมสรจาก "กังหันสีส้ม" ซึ่งขณะนั้นถือเป็นยุคทองของพวกเขา ได้ดวลกับแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ชื่อเดิมของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก" ในชื่อของ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ ซึ่งผลปรากฏว่า อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม แพ้ กลาวโกว์ เรนเจอร์ส 3-6 ทว่าในปีต่อมา สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ได้เข้ามาขอจัดการแข่งขันรายการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

   หลังจากนั้นรายการนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอีกหลายครั้ง จนกระทั่งในปี 2000 ยูฟ่า ได้เปลี่ยนชื่อรายการมาเป็น ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และนำเอาแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปะทะแชมป์ยูโรปา ลีก (ชื่อเดิมคือ ยูฟ่า คัพ) พร้อมยึดเป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน

    สำหรับยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019 ในปีนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากจะเป็นครั้งแรกที่ทีมจากแดนผู้ดีต้องมาดวลกันเอง ซึ่งทางทีมข่าวกีฬา “คม ชัด ลึก” ได้รวบรวมความพร้อม และสถิติที่น่าสนใจต่างๆของทั้ง 2 ทีม ก่อนนัดชิงดำดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้น

“หงส์แดง”กับความสำเร็จที่อิสตันบูลครั้งที่2 ?


    ไม่รู้ว่าด้วยความบังเอิญ หรือโชคชะตาที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้กลับมาลงเล่นที่กรุงอิสตันบูล ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งความทรงจำของพวกเขาอีกครั้ง หลังเคยสร้างปาฏิหารย์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ซีซั่น 2004-2005 ที่สนาม อตาเติร์ก สเตเดี้ยม โดยพวกเขาตามหลัง เอซี มิลาน ไปก่อน 0-3 ในช่วงครึ่งแรก ทว่าฮึดสู้กลับมาตามตีเสมอเป็น 3-3 ก่อนสุดท้ายเอาชนะ จุดโทษ 3-2 ส่งผลให้ “หงส์แดง” ซิวแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่


    และในซีซั่นที่แล้ว ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตแนม ฮอทสเปอร์ 2-0 คว้าแชมป์ยูซีแอล สมัยที่ 6 ส่งผลให้ทีมดังแห่งถิ่นแอนฟิลด์ได้กลับมาที่นครอิสตันบูลในฐานะแชมป์ยุโรปใบใหญ่เพื่อไล่ล่าความสำเร็จของฟุตบอลยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ เป็นสมัยที่ 4 ต่อจากปี 1977, 2001 และ2005
โดยความพร้อมล่าสุดในเกมนี้ เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมคนเก่งจะไม่มี อลีสซง เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง เนื่องจากโกล์ทีมชาติบราซิลรายนี้ได้รับบาดเจ็บน่องมาจากเกมประเดิมสนามในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 ที่ ลิเวอร์พูล ถล่ม นอริช ซิตี 4-1 เมื่อวันที่ 9 ส.ค.นี้ โดยเบื้องต้นคาดต้องพักว่า 2-3 สัปดาห์ ทำให้จะเป็นโอกาสของ อาเดรียน นายด่านมือ 2 ที่เพิ่งจะเซ็นสัญญามาร่วมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์นี้แบบไร้ค่าตัวที่ได้โอกาสเฝ้าเสาแทน


    ทว่าจะได้ ซาดิโอ มาเน แนวรุกคนสำคัญกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้ง หลังในเกมที่แล้วเจ้าตัวอยู่บนม้านั่งสำรองเนื่องจากความฟิตยังไม่ถึง ขณะที่ผู้เล่นหลักคนอื่นๆ ทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ พร้อมลงช่วยทีมทั้งหมด
    สำหรับ 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามของ ลิเวอร์พูล ในระบบ 4-3-3 ประกอบด้วย อาเดรียน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจแอล มาติป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิตา, ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน และโมฮาเหม็ด ซาลาห์


     โดย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายของทีมออกมากล่าวถึงเกมนี้ว่า “เรากำลังตั้งตาคอย สำหรับครั้งนี้เราได้สิทธิ์มาจากการคว้าแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อมาถึงจุดนี้ มันจะเป็นเกมที่ยากกับ เชลซี ซึ่งพวกเขาทำได้ดีในการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก มันจะเป็นเกมที่น่าสนใจ และเรารอคอยมัน และชัดเจนว่ามันเป็นโอกาสอีกครั้งซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้คว้าถ้วยรางวัลมากกว่านี้”

ฤดูกาลแห่งความเปลี่ยนแปลงของ“สิงห์บลูส์”

    ถือว่าเป็นซีซั่นที่มีการผลัดใบพอสมควรสำหรับ เชลซี ทั้งในส่วนของผู้จัดการทีมที่ได้ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตแข้งระดับตำนานเข้ามาเป็นกุนซือแทน เมาริซิโอ ซาร์รี ซึ่งย้ายไปคุมทัพ ยูเวนตุส รวมถึงในส่วนนักเตะที่ต้องเสียแข้งคีย์แมนอย่าง เอแดน อาซาร์ ที่ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด รวมถึงพวกเขาไม่สามารถซื้อแข้งใหม่เข้ามาร่วมทีมได้เนื่องจากโดนแบนจากการทำผิดกฎในการเซ็นสัญญากับผู้เล่นดาวรุ่ง ทำให้ต้องมีการดันแข้งจากอคาเดมีขึ้นมาสู่ทีมชุดหลักเพื่อช่วยสนับสนุนรุ่นพี่


    และ “สิงห์บลูส์” ภายใต้การคุมทัพของ แลมพาร์ด ต้องพบกับฝันร้ายตั้งแต่นัดแรกของการแข่งขันอย่างเป็นทางการในฤดูกาลใหม่ เนื่องจากบุกไปโดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มมาแบบยับเยิน 0-4 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 ส.ค.)
    จากผลนัดนี้ส่งผลให้เกิดสถิติที่ย่ำแย่มากมาย ทั้งการพ่ายแพ้มากที่สุดของ เชลซี ต่อ “ปีศาจแดง” ในรอบ 54 ปี นอกจากนั้นยังเป็นการปราชัยมากที่สุดในนัดเปิดฤดูกาลของ “สิงโตน้ำเงินคราม” อีกด้วย
    ขณะที่ แลมพาร์ด ยังกลายเป็นกุนซือคนแรกในรอบ 41 ปี ที่ประเดิมการคุมทีมนัดแรกอย่างเป็นทางการด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับที่สุด โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นกับ แดนนี บรันช์ฟลาวเวอร์ ที่พาทีมพ่าย มิดเดิลสโบรห์ 7-2 ในเดือนธันวาคม 1978


     โดย ชูเซ มูรินโญ อดีตกุนซือ เชลซี ให้ความเห็นว่าเหตุผลสำคัญที่ “สิงห์บลูส์” ต้องพ่ายต่อ “ปีศาจแดง” คือการที่ แลมพาร์ด เชื่อมั่นในผู้เล่นดาวรุ่ง เช่น เมสัน เมาท์ และแทมมี อับราฮัม มากเกินไป ทั้งๆที่ฝีเท้า และประสบการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่จะลงสนามเป็น 11 ตัวจริงได้ รวมถึงกองหลังที่เสียประตูง่ายเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมต้องแก้ไขโดยด่วน
    ส่วนความพร้อมในเกมนี้จะยังไม่มี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กองหลังคนสำคัญที่ยังไม่ฟิต เช่นเดียวกับบรรดาผู้เล่นในเกมรุก ทั้ง รูเบน ลอฟตัส-ชีค, วิลเลียน และคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ที่ยังเจ็บอยู่ทั้งหมด ทว่าจะได้ เอนโกโล กองเต มิดฟิลด์ตัวเก่ง กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้ง
    เกมนี้คาดว่าจะมีการปรับทัพพอสมควร โดย คริสเตียน พูลิซิช และโอลิวิเยต์ ชิรูด์ จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงแทนที่ เมสัน เมาท์ และแทมมี อับราฮัม ในเกมรุก เช่นเดียวกับ กองเต ที่จะลงมาคุมแดนกลางร่วมกับ มัตเตโอ โควาซิช และจอร์จินโญ
     สำหรับ 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามของ เชลซี ในระบบ 4-2-3-1 ประกอบด้วย เกปา อาร์ริซาบาลากา, เซซาร์ อัซปิลิกวยตา, อันเดรียส คริสเตนเซน, เคิร์ท ซูมา, เอเมอร์สัน พัลมิเอรี, จอร์จินโญ, เอนโกโล กองเต, มัตเตโอ โควาซิช, เปโดร โรดริเกวซ, คริสเตียน พูลิซิช และโอลิวิเยต์ ชิรูด์

สถิติ และเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ

     ลิเวอร์พูล เข้าชิงชนะเลิศในรายการนี้ทั้งหมด 5 ครั้ง คือในปี 1977, 1978, 1984, 2001 และ2005 และได้แชมป์ 3 ครั้ง คือ 1977, 2001 และ2005 ขณะที่ เชลซี เช้าชิงชนะเลิศรายการนี้ 3 ครั้ง คือในปี 1998, 2012 และ2013 แต่ได้แชมป์เพียงครั้งเดียว คือ 1998
    ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล และเชลซี เคยเจอกันมาทั้งหมดรวมทุกรายการ 183 ครั้ง โดยเป็น “หงส์แดง” ที่เอาชนะได้ 78 ครั้ง เชลซี ชนะ 63 ครั้ง และเสมอกันไป 42 ครั้ง
    ทีมจากอังกฤษคว้าแชมป์รายการนี้ได้ทั้งหมด 8 ครั้ง โดยเป็นรองทีมจากสเปนที่ได้แชมป์รวมกันไป 15 ครั้ง และทีมจากอิตาลี ที่ได้แชมป์ไปทั้งหมด 9 ครั้ง ส่วนสโมสรที่ซิวแชมป์รายการนี้มากที่สุด คือ บาร์เซโลนา กับเอซี มิลาน ที่ 5 สมัยเท่ากัน
    สเตฟานี ฟรัปปาร์ กรรมการหญิงชาวฝรั่งเศส จะทำหน้าที่ลงตัดสินในเกมนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เชิ๊ตดำหญิงในศึกยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ โดยก่อนหน้านี้ ฟรัปปาร์ เคยจารึกสถิติเป็นผู้ตัดสินผู้หญิงคนแรกที่ได้ลงทำหน้าที่ตัดสินเกมลีกเอิงเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา อีกทั้งเธอยังเป็นคนแรกที่ได้ตัดสินลีกเดอซ์ เมื่อปี 2014 อีกด้วย นอกจากนั้นจะมีการนำเทคโนโลยีวีเออาร์มาใช้ในถ้วยชิงดำดังกล่าวเป็นครั้งแรกอีกด้วย


     

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความพร้อมของทั้ง ลิเวอร์พูล และเชลซี รวมถึงสถิติต่างๆที่น่าสนใจ ก่อนฟุตบลแชมป์ชนแชมป์ของทวีปยุโรปจะระเบิดศึกขึ้น ซึ่งต้องมาติดตามว่าสุดท้ายแล้วทีมใดจะเป็นฝ่ายคว้าถ้วยอันทรงเกียรติดังกล่าวไปครอง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และเป็นการประเดิมแชมป์แรกในฤดูกาลนี้
 

Shares :
เปิดอ่าน 5,426 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ