นาทีนี้ถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ต้องปรับ ครม.แน่และการปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศและของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเดินไปทางไหน และการปรับ ครม. ครั้งนี้จะเป็นการ"ปรับใหญ่"  
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องปรับ ครม.เพราะ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคฯ ทางพรรครวมพลังประชาชาติไทย จึงเสนอชื่อศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ต่อนายกฯเข้าไปแทน
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ความแตกแยกของพรรคพลังประชารัฐ แบ่งออกเป็นหลายขั้วและเต็มไปด้วย"นักเลือกตั้ง" ตั้งแต่แรก สภาพของพรรคพลังประชารัฐจะปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่จัดการบริหารไม่ได้  แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก็ยังไม่จบ จึงต้องปรับ ครม. เพื่อจัดสมดุลย์ภายในพรรคพลังประชารัฐกันใหม่

และการปรับครม.ครั้งนี้ ไม่ใช่ "ปรับเล็ก" มิเช่นนั้นก็คงปรับ ครม.ไปนานแล้ว แต่นี่ปล่อยให้เวลาทอดไปเรื่อยๆ เพื่อรอ "ปรับใหญ่"ทีเดียว ซึ่งเกี่ยวพันกับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2564 ด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านสภาวาระแรกขั้นรับหลักการจึงถึงเวลาที่จะปรับ ครม.กันเสียที โดยปรับ ครม.ภายในเดือนนี้ (กรกฎาคม) เพราะปล่อยไปนานยิ่งวุ่นวาย  
การ "ปรับใหญ่" ครั้งนี้ส่วนมากเป็นเก้าอี้"รัฐมนตรี" โควต้าของ"พรรคพลังประชารัฐ" ทั้งสิ้น 
อย่างคนที่มีรายชื่อว่าน่าจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็คือนายอนุชา นาคาศัย ซึ่งเพิ่งเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่,นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งคุมเสียง ส.ส.ภาคกลาง รวมทั้งมีชื่อของนายไพรินทร์  ชูโชติถาวร  อดีต รมช.คมนาคม รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  สมัยแรก 
ส่วนกลุ่มที่น่าจะถูกปรับออกก็น่าจะเป็น"กลุ่มสี่กุมาร" แต่บางคนอาจจะได้อยู่ต่อ อย่างเช่น นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ซึ่งมีภาพของการเป็นนักวิชาการและภาพคนทำงาน
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะปรับรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่นายกฯ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคทั้งสองซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้กระทรวงคมนาคม,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงการท่องเที่ยว ไปดูแล พอใจอยู่แล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ คงไม่ปรับรัฐมนตรีในส่วนของตน

สำหรับการปรับ ครม.ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์  ต้องไม่สนใจโควต้าทางการเมือง ปรับให้ดี คำนึงถึงคุณภาพ และเสียงของชาวบ้าน แม้จะต้องคำนึงถึงคณิตศาสตร์ทางการเมืองอยู่บ้างและถ้าปรับ ครม.แล้วมีการป่วนตามมา ก็ยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่

เพราะว่าถ้าปรับ ครม.ครั้งนี้ ประชาชนชื่นชมและคนที่เข้ามาใน ครม. มีศักยภาพในการทำงาน รัฐบาลอยู่ยาว แต่ถ้าคิดถึงแต่โควต้าการเมืองเสียง"ยี้"จะตามมา

และแม้ว่าความนิยมในรัฐบาลระยะหลังดีขึ้นหลังจากคุมการระบาด "โควิด-19" โดย ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดึงอำนาจมาอยู่ที่นายกฯและเอาอยู่ แต่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ปัญหาเศรษฐกิจประชาชนไม่พอใจมาตลอด 3-4 ปี ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ   
ดังนั้นปรับ ครม.แล้ว รัฐบาลต้องทำงานเข้าตาประชาชนด้วย นั่นคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าได้ทีมเศรษฐกิจเหมือนเดิม ก็อาจจะคิดเหมือนเดิม

การปรับ ครม.เที่ยวนี้ อย่าคิดว่าตอนนี้เสียงในสภาของรัฐบาลเข้มแข็งแล้วจะเอาอยู่ ประวัติศาสตร์ก็บอกมาแล้วว่าหากรัฐบาลไหนประชาชนไม่สนับสนุน ต่อให้เสียงในสภาท่วมท้นแค่ไหน ก็อยู่ยาก

และจากการสำรวจโพลล่าสุดออกมาว่า ขณะนี้ประชาชนเห็นว่ายังหาคนเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ถึง 44% ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ดังนั้นหากปรับ ครม.เที่ยวนี้ทำไม่ดี ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุดและต้องยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ พล.อ. ประยุทธ์ อาจหมดสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ ก็เป็นได้