++
สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทย หลังมีอดีตคนไทยรักไทย ออกมาตั้ง “กลุ่มแคร์” และเตรียมเปิดตัวพรรคใหม่ ส.ส.ภูธรส่วนใหญ่ ตกอยู่ในสภาวะ “กล้ำกลืนฝืนทน” 


ที่สำคัญ ความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มหัวหน้าพรรค และประธานยุทธศาสตร์พรรค ส่งผลให้ ส.ส.ทำตัวไม่ถูก 

 


การลุกขึ้นอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 2564 ของ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย โดยช่วงหนึ่งกล่าวว่า นายกฯ และรัฐบาลจะเป็นไปกี่ปี ตนไม่ว่า เชิญทำหน้าที่ต่อไป ตนไม่สบายใจ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสนอให้ยุบสภาฯ เพื่อแก้เศรษฐกิจจากปัญหาโควิด เพราะการเลือกตั้งกว่าจะเข้ามาได้ ทุกคนก็ทราบว่าต้องไปยืนยกมือไหว้ไม่รู้เท่าไหร่

 


"เฮียกวงไม่เคยเลือกตั้ง จะไปยุ นายกฯได้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯอยากอยู่นานๆ เพราะเข้มแข็งอยู่ พวกผมจะนั่งดู อย่าไปยุตามเฮียกวง เพราะเฮียกวงจะไปก่อน ก็ปล่อยแกไป ส.ส.ทำงานได้ไม่เกิน 2 ปีจะไปยุบเสียแล้ว.."


ฟังแล้วมองเป็นเรื่องไร้สาระก็ได้ หรือตีความไปว่า ครูมานิตย์เตรียมตัวย้ายพรรคก็ได้ แต่ลึกๆแล้ว นักเลือกตั้งเหล่านี้เป็นโรคเดียวกันคือ ไม่อยากยุบสภา เพราะเลือกตั้งแต่ละครั้ง เสี่ยงสอบตกสูง และเหนื่อยหนัก สำหรับ ส.ส.บ้านนอก ไม่มีเงินถุงเงินถัง


โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ตกเป็นฝ่ายค้าน และวลี “เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง” ยังเป็นสัจธรรมของการเมืองไทย


ถ้ายังจำได้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปตรวจราชการที่ จ.สุรินทร์ก็มี ส.ส.เพื่อไทย มาต้อนรับ นำโดย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม,ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย ส.ส.สุรินทร์


ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โต ถึงขั้นคาดหมายกันว่า 3 ส.ส.สุรินทร์ เตรียมตัวย้ายพรรค และพรรคเพื่อไทยก็เรียกตัว ส.ส.ทั้งสามมาพูดคุย


ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกัน ในสีเสื้อไทยรักไทย ฤดูเลือกตั้ง 2544 ไม่มีใครคิดหรอกว่า “ประชานิยม” ของทักษิณจะมาแรงขนาดนี้


ทำนองเดียวกัน เถ้าแก่โรงสี-คุณากร ปรีชาชนะชัย ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรกปี 2554 กระแสนารีขี่ม้าขาวทำให้เข้าได้เข้าสภาฯ


ดังนั้น 3 ส.ส.สุรินทร์ คงไม่คิดฆ่าตัวตาย ด้วยการย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เพราะมีบทเรียนจากอดีต ส.ส.สุรินทร์ ที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน เมื่อย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย สอบตกเรียบ


อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2562 ในสมรภูมิสุรินทร์ แม้พรรคเพื่อไทย จะได้ ส.ส. 5 ที่นั่ง จากทั้งหมด 7 ที่นั่ง แต่เช็คผลคะแนนแล้ว ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ แม้จะแพ้แต่ก็ได้คะแนนสูง เป็นลำดับที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ แถมเจาะได้ 1 เขต


ตรงกันข้าม ตัวเต็งจากพรรคภูมิใจไทย ในหลายเขตกลับแพ้เยอะ จึงทำให้ครูมานิตย์ และเพื่อน ส.ส. เริ่มวิตกกังวล หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็ววันนี้


พรรคเพื่อไทย เหมือนกินบุญเก่า “ทักษิณ” ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนิยมส่วนตัวของ “ลุงตู่” บวกปัจจัยพิเศษ โอกาสที่จะเบียดแชมป์เก่าในแต่ละเขตย่อมมีสูง


ส.ส.อีสานของเพื่อไทย จึงตกอยู่ในอาการเดียวกับครูมานิตย์ “รักลุงตู่ แต่ต้องทนอยู่กับทักษิณ” เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ ยังไม่เปลี่ยน