บทบรรณาธิการวันนี้อาจจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับหลักการมากมายแต่เชื่อว่าผู้อ่านคงได้อะไรเล็กๆ จากเรื่องที่ประสบพบมา...วันนี้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเก่าคนนึงที่โชคร้ายติดเชื้อโควิด-19 จากกลุ่มสนามมวย แต่ในความโชคร้ายของเพื่อนคนนี้กลับมีแสงสว่างและข้อคิดที่น่าสนใจให้พวกเราได้เรียนรู้เพื่อรับมือกับมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนเหมือนผักปลาในตลาด...เป็นเวลา 12 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 14-26 มีนาคมที่เพื่อนคนนี้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลบำราศนราดูรอย่างสิ้นหวังจนกระทั่งหายขาดจากเชื้อร้ายโควิด-19

 

 

 

          ส่วนตัวรู้สึกยินดีและโล่งอกเมื่อทราบว่าเพื่อนคนนี้ปลอดภัยหายป่วยจากโควิดผ่านการพูดคุยทางโทรศัพท์มือถือ และหลังจากแสดงความยินดีกันได้สักพัก ต้องมาสะดุดกับคำพูดของเพื่อนคนนี้ที่ระบุว่า “เพิ่งรู้ว่าชีวิตคนเรามันล้ำค่านัก” ด้วยความสงสัยจึงถามไปว่าเป็นอะไรทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ เพื่อนของผมเริ่มเล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่า หลังรู้ว่าป่วยเป็นโควิดจากแพทย์ที่โทรศัพท์มาแจ้งผลตรวจออกมาเป็นบวก เขาเริ่มเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร โดยเพื่อนคนนี้บอกว่าขณะปิดประตูห้องเขาถอนหายใจเบาๆ แล้วคิดในใจว่า “เขาจะได้กลับมาเห็นหน้าลูกเมียอีกครั้งหรือไม่”

          เมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์เริ่มทำการรักษาด้วยการให้เขาอยู่ในห้องของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด โดยเพื่อนคนนี้เล่าว่า เขาอยู่ในห้องร่วมกับตำรวจ 2 นายที่ติดเชื้อโควิด โดยทุกๆ วันที่รักษาตัวแพทย์จะให้ยาตามอาการที่เป็นแล้วแต่ความหนักเบาของโรค และแล้วก็มาถึงวันที่เขาต้องถึงกับเข่าทรุดเมื่อแพทย์แจ้งว่าไวรัสโควิดมันเข้าไปทำร้ายปอดของเขาโดยตรง ซึ่งตอนนั้นเขายอมรับว่า “เขาอาจไม่รอดออกไปหรือไม่” จากนั้นแพทย์เริ่มรักษาด้วยการให้ยาต้านไวรัส ระหว่างนั้นเขาเล่าว่า เจ้าเชื้อร้ายมันเริ่มเกาะกินปอดของเขาการหนักสุดถึงขนาดต้องให้ออกซิเจนเนื่องจากการหายใจติดขัดอย่างหนัก

 

 

 

          เพื่อนคนนี้เล่าต่อว่าช่วงเวลาที่อาการหนักอยู่ในระหว่างการเข้ารักษาตัวในวันที่ 7 ขึ้นไปช่วงนั้นเขาไม่สามารถกินข้าวได้ เนื่องจากไม่มีแรง อาเจียน นอนไม่หลับ ไข้ขึ้นสูงมาก โดยวันๆ นึงต้องอาศัยผลไม้เช่นกล้วย หรือส้มไม่กี่ลูกช่วยปะทังชีวิตให้มีเรี่ยวแรงเนื่องจากต้องกินยาที่แพทย์สั่ง และที่สำคัญเขาบอกว่าต้องอาศัยความช่วยเหลือกจากเพื่อนตำรวจร่วมห้องในการช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

         เกือบ 10 วันเขาต้องต่อสู่กับความร้ายกาจของโควิด-19 และเมื่อการรักษาผ่านพ้นมา 10 วัน เพื่อนคนนี้บอกว่า เป็นวันที่จำได้แม่นไม่มีวันลืม เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้ารู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวมีแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อแพทย์พูดผ่านทางโทรศัพท์ว่าผลตรวจผู้ป่วยเป็นลบ เขาแทบเก็บความรู้สึกดีใจไว้ไม่อยู่ ขณะที่เพื่อนตำรวจอีกคนนึง “ผลตรวจเป็นลบ” เช่นกัน โดยแพทย์บอกว่าต้องรอผลตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยัน และเมื่อมาถึงวันที่รักษาตัวในวันที่ 12 แพทย์ระบุว่า ผลตรวจซ้ำเป็นลบไม่มีเชื้อโควิดอยู่ในร่างกายแล้ว “ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้” แต่โชคร้ายนักเมื่อผลตรวจซ้ำของเพื่อนตำรวจกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง

          ในวันที่เดินทางกลับบ้านเพื่อนคนนี้บอกว่า “มุมมองชีวิต” ของเขาเปลี่ยนไปอีกเยอะ เขาบอกว่าโชคดีที่สามารถรอดปลอดภัยได้กลับมาเห็นหน้าลูกเมียอีกครั้ง เพราะตลอดเวลาที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเขาคิดอยู่เสมอว่านี่อาจเป็นจุดจบสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ เพราะตลอดเวลาไม่มีแพทย์คนใดจะบอกได้ว่าผู้ป่วยทุกคนจะหายจากเจ้าเชื้อร้ายนี้หรือไม่ และที่สำคัญในวันที่โควิด-19 เกาะกินร่างกายจนทรุดหนัก เพื่อนคนนี้พร่ำบอกกับตนเองว่า เราจะตายทั้งที่ “สมอง” ยังรับรู้เรื่องราวได้อย่างแจ่มชัดเชียวหรือ “ชีวิตมนุษย์ช่างล้ำค่ายิ่งนัก”