‘ธีรัจชัย พันธุมาศ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กำลังเป็นดาวจรัสของสภาผู้แทนราษฎรอีกดวงหนึ่ง ภายหลังแจ้งเกิดจากเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทำให้นับตั้งแต่นั้นได้ถูกจับตามาตลอดว่า ส.ส.ไฟแรงรายนี้จะสร้างผลงานอะไรอีกหรือไม่

          ล่าสุด ‘ธีรัจชัย’ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคณะที่ 2 ในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้ามาตรวจสอบการกักตุนหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศกำลังหวาดกลัวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงไม่แปลกที่หลายฝ่ายกำลังตั้งความหวังไว้กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะเข้ามาทำความจริงให้ปรากฏ

 

 

 

          ธีรัจชัย สนทนากับทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า เมื่อหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อหายไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรต้องออกมาดำเนินการเด็ดขาดได้แล้ว ตอนนี้มีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว นายกฯ มีอำนาจตามกฎหมายเต็มมือ นายกฯ จะสั่งอะไรก็ได้ สิ่งที่สำคัญเบื้องต้น คือ ต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตและส่งออกหน้ากากอนามัย

         “เอาแค่นี้ก่อน ผมว่าจะสามารถเอาหน้ากากอนามัยออกมาใช้ได้ และป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้อยู่ในภาวะเสี่ยง เรื่องนี้ส่วนตัวผมแล้วคณะกรรมาธิการป.ป.ช.จะเดินหน้าสอบหาข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏออกมา เพื่อไม่ให้คนฉวยโอกาสดำเนินการแสวงหากำไรสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง”

          “รัฐบาลยังไม่ดำเนินการเรื่องการปราบทุจริตหน้ากากอย่างจริงจัง ความจริงแล้วเมื่อนายกฯ มีอำนาจเต็มขนาดนี้ ต้องเชิญรมว.พาณิชย์ คณะกรรมการราคากลาง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมศุลกากร มาชี้แจงเอาข้อมูลออกมา เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาตรงไหน วันเดียวก็รู้แล้ว ถ้าทำจริงวันสองวันใช้ภาวะผู้นำในภาวะวิกฤติตัดสินใจดำเนินการเด็ดขาด ประชาชนและแพทย์จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยง”

          “ถ้าภาวะผู้นำของนายกฯ มีอยู่ ใช้ไปเถอะครับ ใช้ไปในสิ่งที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าประชาชนจะให้การยกย่องท่านในฐานะผู้นำทั้งหมดมันอยู่ที่จุดยืน เจตนาและความสามารถในการบริหารจัดการ อำนาจอาจไม่ต้องมีเยอะมาก แต่ขึ้นอยู่กับจุดยืนของท่านว่าเพื่อประชาชนหรือไม่ ถ้าใช้อำนาจเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือพวกพ้อง แม้ท่านไม่มีอำนาจมาตรา 44 ท่านก็สามารถดำเนินการได้”

          สำหรับประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการให้ความสนใจต่อเรื่องนี้ ‘ธีรัจชัย’ อธิบายว่า “ประเด็นหนึ่งที่ผมและคณะกรรมาธิการสงสัย คือ มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงกระบวนการปฏิบัติของราชการประจำ เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น ณ วันนี้ความจริงยังไม่ปรากฏนัก เพราะสิ่งต่างๆ ที่ออกมามันขัดแย้งต่อหลักความยุติธรรมทั่วไปมากมาย ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ถ้าความไม่ชอบธรรมมากขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนก็จะทนไม่ไหว และจะเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่อาจทราบได้”

 

 

 

          “ประเทศเรามีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อการดำเนินการตรวจสอบ แต่มีปัญหาตรงที่การบังคับใช้กฎหมาย ประเทศเรามีข้อดี คือ การเอื้ออาทรต่อกัน แต่มีข้อเสียเรื่องระบบอุปถัมภ์ คนมีอำนาจก็อุปถัมภ์พวกพ้องตัวเอง จึงทำให้คนเหล่านี้ไปหาผลประโยชน์ทางการเมือง”

          ส่วนความขัดแย้งภายในคณะกรรมาธิการฯระหว่างส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านที่อาจจะมีผลให้การทำงานของคณะกรรมาธิการไม่ประสบผลสำเร็จ ‘ธีรัจชัย’ มองว่า ความขัดแย้งก็อาจจะมีได้ แต่ในฐานะคนทำงานต่างก็คิดว่าการทำงานในเชิงที่ต้องปะทะกับอำนาจรัฐและทางการเมือง การถูกโต้แย้งจากฝ่ายรัฐบาลย่อมมีขึ้นได้ ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นในเชิงการเมือง แต่ในเชิงของการแสวงหาความจริงและการทำเพื่อบ้านเมือง ซึ่งต้องแยกกันระหว่างบ้านเมืองกับการเมือง

          “ในทางการเมืองภายในคณะกรรมาธิการย่อมต้องมีการโต้แย้งอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคงไม่ยอมให้เราไปแตะรัฐบาลมากนัก แต่ในเชิงบ้านเมืองนั้นเราไม่อาจหยุดได้ เพราะหากเกิดการทุจริตแล้วเราต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม แต่ถ้าเราเด็ดเดี่ยวและตั้งใจทำงานจริงๆ ภายใต้ความถูกต้อง ผลจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป ผมเชื่อว่าประชาชนจะเข้ามาสนับสนุนพวกเราเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายการเมืองจะอ่อนแรงลงไปเอง เราพยายามทำทุกเรื่องให้ดีที่สุด”

          “เรื่องของการเมืองย่อมมีการปะทะกันได้เป็นธรรมดาตามที่เห็นเป็นข่าว แต่บทบาทของคนทำงานและเป็นคนกลางก็พยายามทำให้เกิดการประนีประนอมและการทำงานสามารถเดินหน้าไปได้”

          “การเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้สนใจว่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของคณะกรรมาธิการให้ดีขึ้นหรือไม่ แต่ผมสนใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนี้ที่ไม่ควรเกิดขึ้น สินค้าที่ป้องกันชีวิตของประชาชนไม่ควรเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มในการหาผลประโยชน์ เรื่องภาพลักษณ์ของคณะกรรมาธิการจะดีหรือไม่ดีนั้นถ้าเราทำเด็ดขาดมันก็ดีเอง” ธีรัจชัย กล่าวสรุป