แม้จะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา พร้อมด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ปรากฏว่ากิจกรรมของฝ่ายนิติบัญญัติยังคงมีอยู่อย่างเนื่อง คือ การประชุมคณะกรรมาธิการ และคงไม่มีคณะกรรมาธิการไหนจะน่าสนใจเท่ากับ "คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ" (กมธ.ป.ป.ช.) ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน

          ล่าสุดเพิ่งรับกรณีการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของการผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัยไว้พิจารณา ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายกำลังตั้งข้อสงสัยว่าหน้ากากอนามัยหายไปไหน จนทำให้ราคาจำหน่ายปัจจุบันสูงขึ้นตามที่ปรากฏออกมา


 

          การเข้ามาไล่ล่าตรวจสอบหน้ากากอนามัย ของคณะกรรมาธิการฯ ฝ่ายค้านนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย โดยหากจับจังหวะทางการเมืองให้ดีจะพบว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บรรดาบริวารของรัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อสถานการณ์โควิด-19 เข้าอย่างจัง

          ความผิดพลาดของรัฐบาล อาจจะมีให้เห็นยิบย่อย แต่หากลองมาจับกลุ่มดูแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กรณีสำคัญ ประกอบด้วย 1.กรณีการสื่อสารต่อสาธารณะที่ผิดพลาด 2.กรณีปัญหาการกระจายหน้ากากอนามัย และ 3.กรณีการยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีแรกนั้นเป็นแผลใหญ่ที่สุดของรัฐบาล เพราะสร้างเสียงวิจารณ์ในวงกว้างเป็นอย่างมาก

          อย่างไรก็ตาม ท่าทีของฝ่ายค้านต่อเรื่องนี้ แม้จะมีการออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองวิจารณ์การทำงานอยู่บ้าง แต่อีกด้านต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านไม่ได้ฉวยโอกาสในทางการเมืองเพื่อเล่นเกมกดดันฝ่ายรัฐบาลมากนัก

          ในทางกลับกันปริมาณและความถี่ในการสื่อสารต่อประชาชนของฝ่ายค้านจะมีน้ำหนักไปทางมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจและเป็นคุณต่อรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ เช่น การเสนอให้ใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่อาจจะยังไม่สามารถจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายของประชาชนได้อย่างเต็มที่ อันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง

          ที่ผ่านมาในเรื่องการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมสถานการณ์และจำกัดเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าใครจะมาเป็นฝ่ายค้านย่อมไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ฝ่ายค้านมองออกว่าแม้จะเสนอให้รัฐบาลมีอำนาจพิเศษตามกฎหมาย แต่ประชาชนก็ยังคงเห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายค้าน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลในส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็กก็ออกมาสนับสนุนให้ใช้กฎหมายพิเศษเช่นกัน

          จึงไม่แปลกที่ฝ่ายค้านเวลานี้จะเริ่มได้แต้มบวกในทางการเมืองพอสมควร หลังจากเสียรังวัดไปพอสมควรกับการพยายามขอให้เปิดประชุมสภาวิสามัญเพื่อระดมความคิดเห็นในเรื่องนี้ ท่ามกลางเสียงท้วงติงว่าการประชุมสภาวิสามัญระหว่างสถานการณ์ที่แพร่ระบาดนอกจากจะไม่เป็นผลดีในทางการเมือง เพราะฝ่ายค้านถูกมองว่าฉวยโอกาสแล้ว ยังเป็นผลเสียในด้านอนามัยด้วย เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า ส.ส.เป็นหนึ่งในคนที่พบกับประชาชนจำนวนมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการติดเชื้อมาจากสภา ฝ่ายค้านย่อมต้องถูกวิจารณ์ว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ เพราะความดันทุรังอยากจะประชุมสภาของตัวเอง

 

 

 

          ดังนั้น ฝ่ายค้านจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทางการเมืองในช่วงโควิด-19 ใหม่ ด้วยการกลับมาใช้กลไกของคณะกรรมาธิการแทน อย่าง กมธ.ป.ป.ช. ที่เข้ามาจับเรื่องหน้ากากอนามัย ฝ่ายค้านทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคเสรีรวมไทย ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะประเมินแล้วว่าต่อให้รัฐบาลผ่านสถานกาารณ์โควิด-19 ไปได้ ก็เป็นการยากที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ฝ่ายค้านจึงต้องพยายามเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเมื่อได้ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งออกมาว่ามีคนในรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไฟย่อมลามทุ่งและเป็นการบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลในระยะยาว

          ทางฝั่งของพรรคพลังประชารัฐก็ดูเหมือนจะรู้ทัน 'สิระ เจนจาคะ' ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ จึงพยายามออกมากดดันและแสดงออกทุกทางเพื่อให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ งดการประชุมไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ทว่าภาพของ ‘สิระ’ ที่ปรากฏออกมาผ่านสื่อนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะการที่เพิ่งไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 แต่กลับพยายามแสดงอาการต้องการเข้าไปนั่งใกล้ๆ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

          มาถึงจุดนี้แล้วหมากของฝ่ายค้านกระดานนี้ แม้อาจจะยังไม่ชนะทันที แต่ด้านหนึ่งก็เก็บแต้มและสะสมบุญไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ต้องรอดูว่าฝ่ายรัฐบาลจะตั้งหลักกันอย่างไร หรือเพียงแค่จะมีแต่บริวารของรัฐบาลที่ออกมาทำอะไรสะดุดขาตัวเองเท่านั้น