ก้าวแรกของ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายหลังที่ประชุมพรรคมีมติให้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมให้ ชัยธวัช ตุลาธน เป็นเลขาธิการพรรค และ วิโรจร์ ลักขณาอดิศร เป็นโฆษกพรรค

 

 

ก้าวแรกของ"ก้าวไกล"ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

 

 

          สำหรับการจัดรูปและโครงสร้างของพรรคแทบจะถอดมาจากพรรคอนาคตใหม่เดิมไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำหนดโควตาของรองหัวหน้าพรรคที่ยังคงให้มีสัดส่วนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเหมือนที่เคยดำเนินการกันมา เพื่อต้องการคงไว้ซึ่งฐานเสียงของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เริ่มออกมาสนับสนุนอุดมการณ์แบบพรรคอนาคตใหม่เพิ่มขึ้น


          ในแง่ของการทำงานการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกลนั้นเรียกได้ว่าเริ่มปรากฏบทบาทการแบ่งกันเล่นอย่างชัดเจน


          พิธา จะเน้นการทำงานในเชิงนโยบายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจอย่าง ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ เข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัว จากเดิมที่ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังในนามผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น


          ส่วนงานด้านการเมืองและมวลชนแน่นอนเมื่อเห็นชื่อ ‘ชัยธวัช’ แล้วนับว่าเป็นบุคคลที่ขึ้นมายืนแถวหน้าได้อย่างถูกฝาถูกตัว


          ชัยธวัช หรือ “ต๋อม” เคยเป็นอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2541 ที่ทำงานด้านภาคประชาสังคมร่วมกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีการกล่าวขานกันในพรรคว่าแนวความคิดที่ธนาธรนำเสนอออกสู่สาธารณะนั้นส่วนหนึ่งมาจากมันสมองของผู้ชายคนนี้ โดยบางคนเปรียบเปรยเป็น “เสนาธิการใหญ่”

 

 

 

ก้าวแรกของ"ก้าวไกล"ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

 



          การจัดโครงสร้างพรรคก้าวไกลมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การกำหนดให้มี “คณะโฆษกพรรค” จำนวน 4 คน 1.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 2.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 3.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา และ 4.ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์


          ทั้งนี้ ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักกับการให้คณะโฆษกเช่นนี้ เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่หรือแม้แต่พรรคอนาคตใหม่เดิมก็มีแต่เพียงโฆษกพรรคเท่านั้น ดังนั้น การจัดตั้งคณะโฆษกพรรคเช่นนี้ย่อมแสดงนัยทางการเมืองบางประการ


          แน่นอนด้านหนึ่งเป็นเพราะการพยายามต้องการจัดลำดับของการสื่อสารในทางการเมืองจากพรรคสู่สาธารณะให้มีความสำคัญเท่ากัน โดยที่ผ่านมาการทำหน้าที่โฆษกพรรคของ ‘พรรณิการ์ วานิช’ จะไม่ได้บทบาทปะฉะดะตอบโต้ทางการเมืองมากนัก มีแต่เพียงการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการเสียมากกว่า


          แต่มาครั้งนี้การจัดให้มีคณะโฆษกถึง 4 คนที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แสดงให้เห็นว่าเป้าประสงค์คือการพยายามเพิ่มปริมาณและความถี่ในการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้มาซึ่งผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล
  

          กลไกขับเคลื่อนหลักของคณะโฆษกพรรคอยู่ที่สองคน ‘วิโรจน์-ณัฐชา’ รายแรกแจ้งเกิดในฐานะดาวสภาอย่างเต็มตัวไปแล้วจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของกองทัพ ส่วนรายหลังเคยผ่านงานทำนองนี้มาแล้วเมื่อครั้งเป็นรองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ที่คอยทำหน้าที่ปะฉะดะทุกประเด็นในทางการเมืองที่มีการกล่าวพาดพิงพรรคในทางเสียหาย


          ดังนั้นการทำงานของพรรคก้าวไกลในระยะยาวต่อจากนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง


          แต่ความน่าสนใจของพรรคก้าวไกลไม่ได้อยู่แต่ในพรรคเท่านั้น เพราะคนนอกพรรคอย่าง ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ก็มีการวางตัวที่แสดงออกถึงนัยทางการเมืองไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการเตรียมจัดตั้ง “คณะก้าวหน้า” (Progressive movement) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมนอกสภา
  

          แม้ที่ผ่านมาต่างฝ่ายจะต่างปฏิเสธว่า “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในทางนิตินัย แต่ในเชิงพฤตินัยแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเชื่อมโยงในแง่อุดมการณ์อยู่ไม่น้อย เหมือนกับพรรคไทยรักไทยที่เคยมีการก่อตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เพียงแต่ว่าในกรณีของพรรคไทยรักไทยนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมนอกสภาอย่างจริงจังมากนัก ถ้าเทียบกับแนวทางของคณะก้าวหน้าที่กำลังดำเนินการ
   

          พิจารณาตามกฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันกำหนดข้อห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองใดมิเช่นนั้นจะถูกยุบพรรค ในแง่นี้พรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าก็เตรียมการ์ดตั้งรับมาเป็นอย่างดีทั้งในแง่กายภาพที่สำนักงานของคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลต่างคนต่างอยู่คนละฝั่งของกรุงเทพฯ โดยคณะก้าวหน้าใช้ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่เดิมเป็นสำนักงาน ส่วนพรรคก้าวไกลใช้อาคารสำนักงานฝั่งธนบุรีเป็นสำนักงานพรรคชั่วคราว หรือแม้แต่ในเชิงการเมือง ‘พิธา’ ก็ประกาศยืนยันถึงความชัดเจนว่าการทำงานของพรรคก้าวไกลจะมาจากความคิดของคนในพรรคเท่านั้น
   

          หากจะสรุปสถานการณ์ของพรรคก้าวไกลและการก่อรูปของคณะก้าวหน้า แม้จะมีรูปแบบต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงกัน คือ การประกาศต่อสาธารณะว่าพร้อมแล้วกับการต่อสู้แบบมาราธอนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว อาศัยความได้เปรียบในแง่ของการเป็นคนรุ่นใหม่เพื่อต่อสู้ทางความคิดกับกลุ่มคนอนุรักษนิยมที่ไม่อาจเอาชนะสังขารและกาลเวลาไปได้
  

          จากนี้จะเป็นการวัดกันว่าระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเดิมใครจะอดทนและอึดในสนามรบแห่งนี้มากกว่ากัน