คมชัดลึกออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
เจาะประเด็นร้อน

คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย 'บิ๊กโจ๊ก' นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ

3 มกราคม 2563 - 00:05 น.
ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562,คำสั่งเด้งแห่งปีสอย บิ๊กโจ๊ก,นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ
เจาะประเด็นร้อน

Shares :
เปิดอ่าน 17,110 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย'บิ๊กโจ๊ก' นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ โดย..หนังสือพิมพ์คมชัดลึก


 

 

            นับตั้งแต่การบริหารประเทศภายใต้เงาของรับบาล คสช. ก่อนจะเข้าสู่ระบบเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2562 มีหลากสิ่งหลายอย่างให้ผู้คนทุกแวดวงพูดถึงและจับตามองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ร้อนหลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน ที่ดูเหมือนว่าความระอุจะทะลุปรอทแซงสภาพอากาศหน้าแล้งในขณะนั้น

 

          อ่านข่าว :  เปิดใจ"บิ๊กโจ๊ก"ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

 

          ทว่าระหว่างสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ข่าวการเมือง จู่ๆ กลับปรากฏข่าวฮือฮาครั้งใหญ่ในแวดวงสีกากี ชนิดที่กลบกระแสการเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งนักข่าวและตำรวจต่างกุลีกุจอเช็กกันอุตลุดกับเรื่องลือสะพัด “เด้งฟ้าผ่า” นายพลหนุ่มคนดัง เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”

 

 

 

            กลิ่นตุๆ ถูกกระพือลือหึ่งตั้งแต่ค่ำวันที่ 5 เมษายน ก่อนมาคุหนักในเช้าวันเสาร์ที่ 6 เมษายน วันหยุดสุดสัปดาห์ของผู้คนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใครต่อใครก็อยากจะรู้ว่าเรื่องนี้มีมูลจริงเท็จประการใด เพราะไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังยังเดินสายแถลงผลงานวันละหลายรอบ จวบจนวันที่มีข่าวซุบซิบยังปรากฏหมายเชิญนักข่าวแถลงผลการจับกุม ก่อนจะงดจ้อแล้วติดต่อไม่ได้

 

            และแล้วไม่นานเกินรอข่าวลือที่ถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ก็ถูกตอกย้ำว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อแม่ทัพสีกากี “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย 

 

 

 

           นอกจากนั้นการประชุมกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ ยังมีรายงานว่าจะเป็นการแต่งตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” ที่ถูกย้ายเข้ากรุ ศปก.ตร. ไปเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีคำสั่ง “ฟ้าผ่าซ้ำ” ในเวลาไล่เลี่ยกัน หนนี้ให้ยุติทุกบทบาท จบอำนาจที่มืออยู่ล้นมือ ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะข้าราชการพลเรือน

 

           จากตอนนั้นจนถึงบัดนี้ปม “บิ๊กโจ๊ก” นายพลหนุ่มดาวรุ่งพุ่งเร็วถูก “เด้งสายฟ้าแลบ” ไปเดินสะดุดตอ ทำผิด ทุจริตอะไร เพราะนอกจากคำสั่งที่ปรากฏยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันถึงการย้ายขาดนายพล(พุ่งปรี๊ด)ครั้งนี้ หัวเรือใหญ่ทุกคนต่างปิดปากเงียบโดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ควบคุมกลไกในรั้วสีกากี และทั้งๆ ที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจที่ประสานงานทำงานใกล้ชิดคู่บารมี ผลิตผลงานเป็นหน้าเป็นตาให้รัฐบาล คสช. มากมาย เจ้าตัวเองก็ถึงขนาดย้ำนักย้ำหนาว่า ทุกงานที่ทำสำเร็จก็ด้วยบารมีของ “บิ๊กป้อม” ทำให้สังคมได้แต่คาดเดา ผูกเรื่องโยงสาเหตุไปนานัปการ ผสมผสานวิจารณ์วิเคราะห์ จับแพะชนแกะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งชวนสงสัย แล้วก็ปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา


           

 

 

           สิ่งที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกผูกเรื่องโยงถึงที่มาของการเด้งดังสนั่นวงการสีกากี เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลังการยึดอำนาจของ คสช. โดยช่วงปีหลังๆ “บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะคนสนิท “บิ๊กป้อม” เป็นนายพลหนุ่มโตไว มียศมีตำแหน่งข้ามหัวรุ่นพี่ ทั้งที่อายุมีเลข 4 นำหน้า แต่ดาวบนบ่าประดับ “พล.ต.ท.” คุมหน่วยสำคัญอย่าง สตม. และมีบทบาท หรือจะเรียกว่ามีอิทธิพลต่อโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีตั้งแต่นายพลถึงรองสารวัตรวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย รวมถึงถูกจับตาเส้นทางว่า เขาจะเป็นแคนดิเดตนั่งบัลลังก์แม่ทัพตำรวจ ขึ้นแท่น ผบ.ตร. ในอนาคต เพราะตอนนั้นอีกหนึ่งฉายาที่ถูกกล่าวขานตามหน้างานคือ “ผบ.ตร.น้อย”

 

 

 

         การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ถึง สารวัตร (สว.) เมื่อครั้งที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นผู้ทรงอิทธิพล เสร็จสิ้นลงตัวก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน แต่กว่าโผจะคลอดก็ลุ้นกันจนคางเหลือง ล่าช้ากันข้ามปี นอกจากนี้ยังมีบางกระแสที่ลือกันว่าการโยกย้ายข้าราชการตำรวจจากถิ่นภูธรพื้นที่อีสานใต้ที่ไม่มีความชำนาญเข้ามาดูแลงานในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดเขตนครบาล จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด 

 

           ความอยากรู้ เหตุผล ที่มาที่ไป เกี่ยวกับคำสั่งเด้งทะเทือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มเจือจางจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน เหมือนสังคมและคนในวงการลืมๆ กันไปบ้าง ไม่มีการกล่าวถึง แต่กระแสถูกตีขึ้นมาอีกครั้งหลังเงียบไปราว 3 เดือน โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปรากฏภาพ “บิ๊กโจ๊ก” โผล่ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช แถมเป็นภาพที่เจ้าตัวถูกรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

 

 

 

         แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนหนนั้น คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้น “บิ๊กโจ๊ก” เดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการรับพร หรือพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังเสร็จกิจแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพฯ จากนั้นรุ่งขึ้นอีกวันก็หวนกลับมาที่เมืองคอนอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะเป็นการบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังหวังจึงรีบแจ้นมาแก้บน ทำให้ข่าวลือต่างๆ ยิ่งถาโถมหนักขึ้น แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังเขาไปแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตามและยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม โดยข่าวลืออีกมุมก็เม้าท์ว่า รอบนี้ “บิ๊กโจ๊ก” สั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง


         

 อีกมุมที่วิจารณ์กันเนื่องจากเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า “บิ๊กโจ๊ก” จะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ในรัวสีกากีครั้ง จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน หรือเป็นแค่กิจวัตรปกติ เพราะ 3 เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนเมืองคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้น ไหว้พระวัดนี้อยู่เลย และกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว 

 

 

 

           หลังรูดซิปปิดปากเงียบตั้งแต่คำสั่งเด้งฟ้าผ่า กระทั่งถูกปลุกเป็นกระแสที่ไปปรากฏตัวไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคอน เจ้าตัวยอมเปิดปากจ้อออกสื่อเป็นครั้งแรก ยินดีตอบทุกคำถาม เคลียร์ทุกข้อสงสัยเป็นครั้งแรก ผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือโฟนอิน ในรายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบช.สตม. 

 

           สำหรับประเด็นการโอนย้าย ก็ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาระดับ 10 ถือว่ามีภาระมากขึ้น โดยเฉพาะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายงานให้ไปศึกษาหน่วยงานองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปราบปรามอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นมีหน้าที่เพิ่มซึ่งแตกต่างไปจากงานเดิม ดังนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่า แค่ให้ไปทำอีกหน้าที่ ส่วนเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศก็เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับมาก็ตั้งใจทำงานเหมือนเดิม

 

        

           “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเรื่องการทำงานก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และถูกมอบหมายให้มีความรับผิดชอบทำงานกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมเป็นตำรวจก็ทำงานตำรวจ วันนี้เป็นที่ปรึกษาก็ไปแนะนำให้ความรู้องค์กรในการพัฒนาประเทศ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักนายกฯ หรือมีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ร้องทุกข์ส่งมาก็ดำเนินการ เป็นเรื่องการบริหารมากขึ้น

 

 

            ผมเข้าออกสำนักงานทุกวัน กรณีหน่วยไหนต้องการคำปรึกษา หรือมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลก็จะถ่ายทอดให้เพราะมีประสบการณ์การทำงานด้านปราบปราม ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หนี้นอกระบบ ให้ข้อมูลและนำไปทั้ง ปปง. รวมถึงดีเอสไอ โดยเรื่องหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังหลัก เพราะเรื่องแก้หนี้เป็นนโยของนายกฯ ที่สั่งการ พล.อ.ประวิตร ขับเคลื่อน และบูรณาการหน่วยงานปฏิบัติทั้งหมด ไม่ได้ทำคนเดียว มีทั้งกระทรวงการคลัง ปปง. ดีเอสไอ รวมถึงกระทรวงต่างๆ จึงไม่ได้สร้างภาพ ซึ่งผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือประชาชน" พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวชี้แจง

 

           ขณะเดียวกันยังอธิบายว่า ยอมรับกรณีที่มีข่าวส่วนตัวออกมาถาโถมนั้น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาตอบ เนื่องจากเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำหน้าที่ก็ทำอย่างเคร่งครัด แม้ย้ายไปย้ายมาก็ต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะเป็นข้าราชการแผ่นดิน ต้องทำแทนคุณแผ่นดิน เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับการทำหน้าที่นั้น โดยไปดูระเบียบ เอกสาร เรียนรู้ ที่สำคัญเป็นคนชอบทำบุญ พี่น้องตำรวจจะทราบดี ฝากถึงประชาชนทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ รวมทั้งฝากไปถึงประชาชนที่เป็นกำลังใจและสงสัย ยังทำหน้าที่ปกติ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในฐานะข้าราชการพลเรือนอย่างเต็มความสามารถ

 

 

 

         จากคำสั่งที่เกิดขึ้นจึงนับว่าเป็นวิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่วันนี้ไม่ได้ “หวานเจี๊ยบ” เหมือนเก่าก่อน เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง เส้นทางที่เดินมาเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ ตำแหน่ง ผบ.ตร. ในอนาคตอันไม่ไกลก็น่าจะจับต้องได้ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเสียก่อน เพราะเหลืออายุราชการอีกกว่า 11 ปี ถึงวันนี้ต้องมลายหายไป ส่งผลให้นายพลหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังพุ่งพีคสุดขีดต้องชะงักงันแบบกะทันหัน

 

 

           ผลพวงจากคำสั่งครั้งนั้นยังกระเพื่อมถึงเพื่อนพ้อง ลูกน้องทีมงาน “โจ๊ก” เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจครั้งล่าสุด หลายคนกระเด็นจากเก้าอี้สำคัญไปโลกแล่นอยู่พื้นที่ภูธร แถม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ยังตีวัวกระทบคราด ชมเปราะ “บิ๊กแป๊ะ” จัดโผลงตัว ทันกรอบเวลา ไม่ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended