ถนนสายการเมืองของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และผองเพื่อนที่ก่อตั้ง "พรรคอนาคตใหม่” ยังคงต้องก้าวไปบนเส้นทางขุรขระต่อไป ภายหลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยปม “ธนาธร” ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง 190 กว่าล้านบาท เป็นการ "ฝ่าฝืน" หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 72 ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 60 ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง

 

 

          ไม่รู้จะพร่ำเตือนอย่างไรดี ครั้นบอกตอนนี้สายไปเสียแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากการกระทำของตนเอง ส่งต่อมาถึง "พรรคอนาคตใหม่” ให้ต้องรับหายนะไปด้วย


          เหตุเริ่มตั้งแต่ ธนาธร และผองเพื่อนผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน ริอยากเข้าสู่สนามการเมือง จึงจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม “พรรคอนาคตใหม่” คัดสรรบุคลากรลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับมีมือไม้ด้านโซเชียลมีเดียอยู่รอบกายทำการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์กระจายทุกแพลตฟอร์มให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย โน้มน้าวผู้คนให้ใหลหลง "พ่อฟ้า” จนได้ผู้แทนฯ เข้าสภาจำนวนมาก


          ทว่า “ธนาธร” กลับตายน้ำตื้น พลาดในแง่กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


          กล่าวกันตรงๆ "เป็นการกระทำอันมีเจตนาตั้งใจท้าทายทางการเมือง” เพราะกฎกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศบังคับใช้กับทุกคน กับทุกพรรคการเมือง ต่างต้องตระเตรียมตัวให้เข้าอยู่ในกรอบคุณสมบัติ จึงสามารถผ่านการกลั่นกรองทั้งจากมติมหาชน ผ่านองค์กรตรวจสอบอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ เข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ


          จงอย่าได้โทษว่าสิ่งที่ทำให้ตนเองและชาวคณะซวยซ้ำระกำใจ เป็นเพราะมีมือที่ไม่มองไม่เห็นผลักไสลงสู่ห้วงหุบเหวลึก จงอย่าได้โทษว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง


          หากการแถลงโทษโน่นโทษนี่ก็ต้องตั้งคำถาม แล้วบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีคดีค้างคาอยู่ในกกต.บ้าง ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง รวมถึงองค์กรยุติธรรมซึ่งมีทั้งการอ่านคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้ว ทั้งต้องติดคุกติดตะรางก็มี ทั้งต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็มี ยุบพรรคก็มีมาแล้ว คนและพรรคเหล่านี้ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือ แต่องค์กรตามกระบวนการยุติธรรมล้วนทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบไม่ได้เฉพาะพรรคอนาคตใหม่ แต่ติดตามตรวจสอบทุกคนทุกพรรคเพื่อให้อยู่ในกรอบกติการัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน




          ควรย้อนกลับมาสำรวจตัวเองและเหล่าคณะดีกว่าไหม ซึ่งแม้มาถึงตอนนี้ อาจยังพอมีเวลาบอกกับตัวเอง ต้องรอบคอบ ต้องเคารพกระบวนการกฎหมายดีกว่า แม้วันนี้จะอนาคตดับ แต่เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไปที่ยังอยู่และต้องการสร้างอนาคตใหม่ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า (หากตนเองต้องโทษเว้นวรรค)


          การที่ “ธนาธร” ต้องพ้นจากสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็น ส.ส ซึ่ง “ธนาธร” ไม่ใช่คนแรก แต่มีผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ก่อนหน้านี้ ถูกศาลรธน.วินิจฉัยไปแล้ว และยังมีอีกหลายคนในหลายพรรคที่คดีค้างอยู่ในศาลรธน.


          ปมของ "ธนาธร” คือการโยกย้ายถ่ายเทการถือครองหุ้นสื่ออย่างมีพิรุธ เจตนาไม่สุจริต ซึ่งปมการถือหุ้นวีลัคฯ ก็ยังเป็นประเด็นต่อเนื่องที่จะต้องรอให้ กกต.ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เป็นเวลา 20 ปี


          คดีล่าสุด ตามที่ กกต.ส่งคำร้องให้ศาลรธน.ยุบพรรค ก็เพราะเห็นทนโท่ กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 72 ระบุว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"


          แล้ว ธนาธร เคยบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยยอมรับว่าได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาทในการดำเนินกิจกรรมของพรรคช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อ “พรรคได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายธนาธรจริงจำนวน 250 ล้านบาท แต่ไม่ตรงกับตัวเลขในสัญญากู้ยืมที่ "ธนาธร" แจ้งบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อป.ป.ช.ทั้ง 2 ฉบับ (เพิ่มไปหน่อย จากการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ประกาศชัดว่าให้พรรคกู้เงิน)


          หลักฐานเอกสารพยานบุคคล ชัดแจ้งแดงแจ๊ มีกฎบัตรกฎหมายคอยกำหนดกรอบกติกาอีกที แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้ กกต.เอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือครับ จะปล่อยให้บุคคลและกลุ่มคณะที่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายไปเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เข้าไปออกแบบกฎหมาย สร้างกฎกติกาใหม่ให้บ้านเมือง ทั้งที่ตนเองก็แหกกฎกติกาเข้ามาหรือครับ


          ธนาธรและผองเพื่อนจงเพ่งพิศและตรึกตรองให้มากๆ หากทำให้ถูกต้องป่านนี้ก็ได้ไปต่อบนถนนการเมือง


          นี่ยังเหลืออีกกว่า 10 คดี แต่มีอยู่หนึ่งคดีในมือศาลรธน. ระดับท้าทายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกันเลยทีเดียว


          จะบอกว่า “ไม่มีเจตนาอีก” ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว