วันก่อน "ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งเซลฟี่ยิ้มหน้าบาน พร้อมกับรายงานประชาชนได้ทำภารกิจประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเมื่อคืนวาน ท่านนายกฯ พร้อมคณะเดินทางกลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ ได้พักเหนื่อยสักพักก็ต้องเตรียมตัวเดินสาย มีกำหนดการภารกิจยาวเป็นหางว่าว

 

 

          ไม่เพียงเดินสายเมืองนอก ภารกิจในประเทศมิใช่ย่อย มีกำหนดการไม่ว่างเว้นต้องไปตรวจราชการทั่วทุกภูมิภาค พร้อมกับขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ไหนจะต้องมีภารกิจทางรัฐสภา


          อีกภารกิจคือการแก้ปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล


          บทบาทนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค "ลุงตู่” การตัดสินใจเรื่องใดๆ ดูไม่ง่าย จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำกองทัพ เป็นหัวหน้า คสช. ถนัดใช้อำนาจ ออกคำสั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมาตรา 44


          ครั้นได้รับการหนุนนำจากเหล่านักการเมืองที่มาในนามพรรคร่วมรัฐบาล ต้องบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง โดยใช้ศาสตร์ของการประนีประนอมถ้อยทีถ้อยอาศัย


          ยิ่งในสภาพรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสูสี พรรคร่วมสวิงไปสวิงมาอยู่อย่างนี้ การใช้ความมุทะลุดุดันตามสไตล์ถนัด อาจทำให้พลาดพลั้งได้


          สถานการณ์เกือบห้าเดือนรัฐบาล ประมวลกันอีกสักรอบ ตั้งแต่ยอมเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีให้แต่ละพรรค แม้บางราย “ลุงตู่” อาจไม่ถูกชะตาต้องใจ มีประวัติด่างพร้อยก็ต้องจำทน เพราะการทำให้ตนเองได้ขึ้นเป็นนายกฯ ล้วนมาจากแต่ละพรรคการเมืองที่มีอำนาจต่อรองด้วยกันทั้งนั้น


          หรือการแต่งตั้งบุคคลใกล้ตัวนายกฯ คงต้องย้อนไปถึงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ จะทำแบบยุค คสช. นำเพื่อนร่วมรุ่น หรืออดีตแม่ทัพนายกองมานั่งกลั่นกรองแฟ้มงานก็ดูกระไรอยู่ จึงจำเป็นต้องเลือก ดิสทัต โหตระกิตย์ อดีตเลขาธิการกฤษฎีกา มาทำหน้าที่แม่บ้านประจำไทยคู่ฟ้า เพื่อตรวจตราข้อกฎหมายให้รอบคอบ โดยเฉพาะการบริหารบ้านเมืองให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากพลาดพลั้ง มีสิทธิ์ทำให้ นายกฯ ตกเก้าอี้ได้




          เช่นเดียวกับการแต่งตั้ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำนปช. ผู้สามารถรอดพ้นคดีป่วนบ้านเมืองป่วนเมือง ขณะที่กลุ่มก๊วนติดคุกติดตะรางมาเป็นผู้ช่วยรมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำหน้าที่รับมือความเคลื่อนไหวทางการเมืองให้นายกฯ หรือล่าสุดเพิ่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล อดีตรองผบ.ตร. เป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งถือว่าเป็นกุนซือประจำนายกฯ อย่างเป็นทางการคนแรก


          บุคคลเหล่านี้ ถือได้ว่า "ลุงตู่” ให้ความไว้วางใจที่สุดในการทำงาน ทั้งฉากหน้าและฉากหลัง และเป็นความจำเป็นในสถานการณ์ที่ตนเองต้องปรับสภาพทำงานการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่บรรดาเพื่อนคู่คิดร่วมวางหมากเกมทางการเมืองเพียงเท่านี้จะไหวหรือไม่


          เพราะยังมีปัญหาน่าหนักใจ ไม่ว่าเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ตามที่ “ลุงตู่” เคยกัดฟันพูด “ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ถดถอยแค่โตช้า” หรือ คำปลอบประโลม “เศรษฐกิจไตรมาส 3 ไม่ได้แย่ แค่ภาวะส่งออกเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง” เป็นต้น


          ลำพังองคาพยพในพรรคร่วมรัฐบาลแทนที่หาทางแก้ปัญหากลับกลายว่าสร้างปัญหาเพิ่มซะมากกว่า จนเกิดรอยขัดแย้งเป็นแห่งๆ เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ เร่งสร้างภาพให้พรรคตนเองเป็นหลัก ประหนึ่งรับรู้สัญญาณใกล้จะเลือกตั้งครั้งใหญ่… ยังไงชอบกล


          การเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับเป็นไปในแบบตั้งเครื่องกีดขวางกันใน ครม. ถึงขั้นรมต.พรรคหนึ่ง สั่งห้ามแถลงเพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นผลงานของพรรคแกนนำรัฐบาลฝ่ายเดียวเป็นต้น ….


          โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีเม็ดเงินมหาศาลกำลังติดๆ ขัดๆ เพราะรัฐมนตรีต่างพรรคเห็นไม่ตรงกัน หากเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของการทำให้รอบคอบก่อนอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเห็นไม่ตรงกันเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังสูญเสียผลประโยชน์ ตรงนี้ล่ะน่าเป็นห่วง


          แม้แต่ กรณีของการแบนสารพิษทางการเกษตร ซึ่งมีการศึกษาหาแนวทางกันมาตั้งแต่รัฐบาลโน้น ไม่น่าเชื่อกลับพลิกมติ เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานกก.มีมติยกเลิกแบนสารไกลโฟเซต ส่วนอีกสองสารคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ให้ยืดเวลาออกไปอีกหกเดือน


          …สร้างความงุนงงเป็นไปได้ยังไง ทว่ามันเป็นไปแล้ว กับสิ่งที่ผ่านมาคือการเล่นลิเกแหกตากันใช่หรือไม่ แล้วนี่จะเป็นมติครั้งสุดท้ายของสุดท้ายหรือไม่


          เหล่านี้ ล้วนเกิดคำถาม “ลุงตู่ รู้มั้ย” ภายในพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเล่นอะไรกันอยู่ เห็นหัวประชาชนหรือไม่