เฝ้าดูมาอย่างต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กมธ. ป.ป.ช. ต่อการทำหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงปมปัญหานายกฯ นำครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนเป็นผลให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ มาโดยมิชอบ

 

 

 

 

          ถึงนาทีนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คงไม่เลิกรา โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์สื่อที่งานระดมทุนพรรคพลังปวงชนไทย หรือพรรคสาขาของนายใหญ่ถิ่นดูไบ ว่าจากการทำหนังสือเชิญ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” รอบล่าสุด ได้รับการแจ้งกลับมาว่าติดภารกิจเกี่ยวกับงานพระราชพิธีจึงไม่สามารถมาชี้แจงต่อกมธ.ป.ป.ช.ได้ ดังนั้นจะส่งหนังสือเชิญทั้งสองคนให้มาชี้แจงอีกครั้ง
   

          “วีรบุรุษนาแก” แจ้งโนติสแม่นยำว่า “เป็นการส่งหนังสือเชิญครั้งที่ห้า


          ความจริงการทำหนังสือเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาชี้แจงต่อกมธ. ถือเป็นเรื่องปกติ แต่กรณีของประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นความผิดปกติ ไม่ใช่ผิดปกติธรรมดา แต่ผิดปกติที่ทำให้สังคมมองภาพ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในลักษณะต่างๆ นานา
  

          ทั้งพฤติการณ์การใช้อำนาจหน้าที่ผิดปกติทั้งสภาพตัวตนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจระดับผู้นำวงการสีกากีที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ แต่เมื่อเข้ามาสู่การเมืองไหงกลับเหมือน "ตัวตลก” กลางเวทีรัฐสภาไปได้ ไม่นับรวมเสียงสะท้อนการกระทำซ้ำซาก วนเวียนอยู่แต่เรื่องเก่าๆ เป็นเพราะท่านมีปัญหาทางสุขภาพหรือไม่ เหล่านี้คือเสียงของสาธารณชนที่ต้องการสื่อสารไปถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ด้วยความเป็นห่วง
  

          อย่างที่กล่าวข้างต้นทั้งที่ปมถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว อีกทั้งการทำหนังสือโดย กมธ.ป.ป.ช. เพื่อให้มาชี้แจงต่อปมปัญหาที่จบไปแล้ว ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบาทหน้าที่ของกมธ.ชุดนี้ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
  

          ความปรากฏอีกจากปัญหาภายในกมธ. มีการทยอยลาออก เพราะไม่อาจอดทนต่อพฤติการณ์ประธานหัวโต๊ะ แถมยังสร้างความฮือฮาเขย่ากมธ. ด้วยการออกมติของที่ประชุมล่วงหน้าแต่งตั้ง วัฒนา เมืองสุข ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรให้มาเป็นที่ปรึกษา กมธ.ด้านการปราบปรามการทุจริต เป็นอะไรที่สร้างความปวดตับอยู่ไม่น้อย

 


     

          สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมควรทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ตรวจสอบการทุจริตฝ่ายบริหาร แต่กลับใช้กมธ.เป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมือง จ้องทำลายดิสเครดิตบุคคลที่ผูกใจเจ็บโดยหวังว่าจะได้สร้างพื้นที่ทางหน้าสื่อสารมวลชนให้ผู้คนได้จดจำ ได้ยืนหยัดอยู่บนเวทีทางการเมืองนี้ต่อไป
  

          หลักคิดแบบนี้อาจถูกในทางการเมืองแต่จะใช้ได้ผลไม่นานนักหรอกเพราะการสร้างตัวตนทางการเมืองแบบนี้ได้ไม่คุ้มเสียครับ นอกจากพรรคพลังประชารัฐกำลังแก้เกมด้วยการส่งคนเข้ามาอยู่ในกมธ.ชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น สิระ เจนจาคะ ปารีณา ไกรคุปต์ แม้แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่บอกว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เข้ามาปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แต่ต้องการมาให้ข้อมูลทางด้านกฎหมายก็ว่าไป แต่เป้าหมายลึกต้องสร้างอำนาจต่อรองซึ่งสุดท้ายหนีไม่พ้นการรวบรวมเสียงให้มีมติ เปลี่ยนตัวประธาน (สิระ ยืนยันเช็กเสียงแล้วสามารถปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ )
  

          กระนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ประกาศด้วยท่าทีแข็งกร้าว ตำแหน่งประธานกมธ. ป.ป.ช. เป็นโควตาของพรรคเสรีรวมไทย เป็นเหมือนสมบัติของพรรคใครเอาไปไม่ได้ ตามประสานักเลงนาแก “เก้าอี้ตัวนี้ของข้า ใครห้ามแตะ”
  

          พฤติการณ์ของประธานกมธ.ป.ป.ช.กำลังลุแก่อำนาจ ทำสิ่งผิดให้เป็นถูกดังที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีข้อบังคับการประชุมสภากำกับอยู่ดังที่ ชวน หลีกภัย ประธานสภาเคยกล่าวเตือนกันไว้แล้ว และมีบทลงโทษหนักเสียด้วย นี่ทราบว่ามีการไปยื่นป.ป.ช. ตรวจสอบอีกทางด้วย
  

          “การจะออกคำสั่งเชิญผู้ใดตามพ.ร.บ.คำสั่งเรียก พ.ศ.2554 ต้องดูว่าเรื่องที่จะเชิญอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุมสภาหรือไม่ เพราะกรรมาธิการมีหน้าที่ศึกษาและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ “สอบสวน”
  

          “หาก พล.ต.อ.เสรีศุทธ์ ยังจะเชิญอีกต้องระมัดระวัง เพราะในมาตรา 5 พ.ร.บ.คำสั่งเรียกในส่วนของกมธ.เองนั้น มีกฎหมายเขียนบังคับไว้ว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่หรือเชิญผู้ใดโดยมีเจตนาไม่สุจริต จะมีโทษทางอาญารุนแรง จำคุก 1-10 ปี สิ่งที่ พล.ต.อ.เสรีศุทธ์ ดำเนินการเรื่องนี้มาทั้งหมด ถ้าว่ากันตามกฎหมาย มิชอบโดยกฎหมาย” ประสาน หวังรัตนปราณี”  ผช.รมต. ประจำรองนายกฯ กล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน
  

          จบด้วยข้อกฎหมายเพื่อสื่อสารถึง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ได้สร้างเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่มาถึงตนเองแล้วครับ