royal coronation
11 ธันวาคม 2562
เจาะประเด็นร้อน

ระทึก 

18 พฤศจิกายน 2562 - 10:10 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
Shares :
เปิดอ่าน 1,308 ครั้ง

มาร่วมวิเคราะห์ กับ 3 บก. ในประเด็น ศาล รธน.จะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ "วี-ลัค มีเดีย" ของ "ธนาธร" หน.พรรคอนาคตใหม่ อย่างไร 

 

 

 

          รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 "สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น "วีระศักดิ์ พงษ์อักษร" บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ "บากบั่น บุญเลิศ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ระทึก”

อ่านข่าว...  รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

 

 

 

          “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า ไม่กี่วันข้างหน้านี้สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร


          “สมชาย” ประเมินว่า การเมืองช่วงจากนี้มีเหตุระทึก คือวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะเข้าข่ายห้ามลงสมัครส.ส.ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันรับสมัคร ส.ส. แต่ธนาธรบอกว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม จึงไปสมัคร ส.ส.ได้ แต่เอกสารที่กระทรวงพาณิชย์รับแจ้งการโอนหุ้นสื่อของธนาธรคือวันที่ 21 มีนาคม


          ตรงนี้รอดูว่าศาลจะวินิจฉัยว่าวันที่สมัคร ส.ส. ธนาธรยังถือหุ้นหรือไม่


          วันที่ 18 ตุลาคม ธนาธรบอกกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจำไม่ได้กับเหตุการณ์การโอนหุ้นและเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง

 

 

 


          กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามขั้นตอนมาแล้ว และน่าจะมีคำตัดสินออกมาสองทางคือ


          แนวทางแรก เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากตัดสินแบบนี้ ธนาธรจะพ้นสภาพ ส.ส. เพราะขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. เนื่องจากยังมีหุ้นสื่อ โดยเลื่อนว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคอนาคตใหม่ลำดับถัดไปขึ้นมาแทน แนวทางที่สอง ไม่เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากเป็นแบบนี้ ธนาธรเข้าทำหน้าที่ ส.ส.ในรัฐสภาได้


          หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในแนวทางแรก นอกจากธนาธรมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วนั้น จะมีกรณีตามมาคือคดีนี้ที่ กกต.สอบสวนแล้ว โดยรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันเวลาข้างต้นก่อนเพื่อพิจารณาแจ้งความเอาผิดในคดีอาญาว่าธนาธรแจ้งความเท็จและใช้เอกสารเท็จในการสมัคร ส.ส.

 

 

 

 


          “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า การต่อสู้คดีนี้ของธนาธรคืออ้างว่าโอนหุ้นไปก่อนสมัคร ส.ส. และการที่ไม่ไปขึ้นเงินเช็คจากการขายโอนหุ้นเพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนี้ ขั้นตอนการต่อสู้ในเรื่องนี้ราวเจ็ดเดือน และไม่กี่วันนี้จะรู้สถานะ ส.ส.ของธนาธร

 

 




          “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า สิ่งที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงกิจกรรม "อยู่ไม่เป็น” นั้น จะมีแรงสะท้อนอะไรกับการชี้ชะตาของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในไม่กี่วันข้างหน้านี้หรือไม่


          “สมชาย” กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้น บางคนตั้งคำถามว่าน่าจะเป็นการกดดันการตัดสินคดีของธนาธรในไม่กี่วันข้างหน้า แต่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงแล้วว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นให้ ส.ส.ของพรรคปราศรัย กิจกรรมนี้คือการรวมตัวของพรรคและผู้สนับสนุนพรรค และอ้างว่า ”อยู่ไม่เป็น” จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม จะไม่ทนกับปัญหาและสิ่งไม่ถูกต้องในสังคมเพื่อแก้ไข และสร้างสังคมใหม่ให้คนรุ่นต่อไป

 

 

 

 


          ประเมินว่าหัวใจของกิจกรรมนี้คือ บอกสังคมว่าหากพรรคเกิดอุบัติเหตุใดๆ เพราะอยู่ไม่เป็น และกรณีนี้คงกดดันศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้


          “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า กลางเดือนธันวาคมฝ่ายค้านระบุว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีอะไรที่ระทึกทางการเมืองเกิดขึ้นบ้าง


          “บากบั่น” กล่าวว่า ฝ่ายค้านขอข้อมูลจากสังคมเพื่อประมวลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบเป็นทางการเพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมจากสังคม


          “สมชาย” ระบุว่า การที่ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประกาศขอข้อมูลการทุจริตการทำงานของรัฐบาลจากประชาชน กรณีนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกครั้งที่จะมีการอภิปรายก็ทำกันแบบนี้ แต่คราวนี้ฝ่ายค้านทำกรณีนี้อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจริงในการอภิปรายจะมาจากข้าราชการที่ไม่พอใจรัฐบาลที่โดนรังแก รวมทั้งผู้ที่โดนข่มเหงและแพ้การประมูลโครงการของรัฐบาล

 

 

 

 


          เป้าหมายของฝ่ายค้านคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อภิปรายนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล, สมคิดเรื่องการดูแลด้านเศรษฐกิจ, ศักดิ์สยามในเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคม และ พล.อ.อนุพงษ์เรื่องขยายสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส และอาจจะมีจำนวนรัฐมนตรีที่โดนอภิปรายมากกว่านี้


          สิ่งที่ระทึกคือ การเมืองนั้นมีฝ่ายค้านและรัฐบาล ตอนนี้มีฝ่ายค้านอิสระเพิ่มมา และพรรคที่มี ส.ส. 1 คน จำนวน 5 พรรค โดยมี ส.ส. 8 เสียง ที่เคยร่วมหนุนตั้งรัฐบาลนี้ระบุว่า จะประชุมทุกวันจันทร์ และขอฟังข้อมูลฝ่ายค้านก่อน โดยพร้อมไม่ยกมือไว้วางใจรัฐบาล 8 ส.ส.กับสถานการณ์แบบนี้มีผลมากกับรัฐบาล และอาจเขย่าขวัญ 4 รัฐมนตรีได้


          “วีระศักดิ์” ประเมินว่า 8 ส.ส.ที่ดำเนินการแบบนี้มีผลอย่างยิ่งกับการอภิปรายครั้งนี้


          “บากบั่น” ระบุว่า ทราบว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลกันแล้ว โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้น พล.อ.ประยุทธ์กับสมคิดโดนอภิปรายเรื่องนี้แน่นอน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเมื่อ ส.ส. 8 เสียงประกาศทำแบบนี้มีผลทางการเมืองเป็นอย่างมาก รัฐบาลอาจจะแพ้ฝ่ายค้านได้ หาก 8 ส.ส.งดออกเสียงหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล


          ทราบข้อมูลจากแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า อภิปรายคราวนี้จะใช้ระเบิดนาปาล์มเพื่อให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแกว่ง ถล่มจุดอ่อนที่สุด และหากมีการปรับบางพรรคออกจากครม.ชุดนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมรัฐบาลแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ และเป็นรัฐบาลสร้างชาติ แต่ควรรอดูท่าทีนายกรัฐมนตรีว่าจะตอบรับข้อเสนอนี้หรือไม่

 

 

 

 


          ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นกับรมว.คมนาคม อนุทินพร้อมออกไปด้วยนั้น แปลว่าอะไร ก่อนหน้านี้อนุทินก็เคยขู่ว่าหากการแบนสามสารพิษไม่เกิดขึ้น ครม. 4 คนพรรคภูมิใจไทยพร้อมถอยจากรัฐบาล


          “สมชาย” ประเมินว่า การแต่งตั้งและปรับครม.คืออำนาจของนายกรัฐมนตรี ภาษาการเมืองนั้น การที่อนุทินระบุแบบนี้แปลว่าขู่นายกรัฐมนตรีต่อสาธารณะ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีแต่การขู่ว่าอาจไม่ลงมติให้รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายและขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล


          อนุทินคงจะมองว่าพรรคภูมิใจไทยตั้งอยู่บนความอยู่รอด/ไม่รอดของรัฐบาล ขอถามว่า หากอนุทินระบุว่าเชื่อใจ รมว.คมนาคมแบบนี้ อนุทิน และ 4 รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายจะไม่ฟังข้อมูลของฝ่ายค้านบ้างหรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะไม่ฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายเลยหรือ แม้รัฐมนตรีตอบฝ่ายค้านไม่ได้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติอุ้มรัฐมนตรีต่อแบบไม่รับฟังคนอื่นและจะไม่พิจารณาเหตุผลเลยหรือ ทำงานการเมืองแล้วไม่เอาประโยชน์ชาติ เอาแต่พรรคพวก ควรกลับบ้านนอนดีกว่า


          ตรงนี้ยังชื่นชม 8 ส.ส.ที่ระบุล่าสุดว่า ขอฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายก่อนลงมติ


          “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า สถานการณ์หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นเช่นใด


          “สมชาย” กล่าวว่า ฝ่ายค้านอภิปราย 4 รัฐมนตรีแบบรายบุคคล ต้องลงมติ 4 ครั้ง นายกรัฐมนตรีคือ 1 ใน 36 รัฐมนตรี และ ส.ส.ต้องลงมติไว้วางใจ/ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแบบรายบุคคล หากคะแนนของนายกรัฐมนตรีแพ้ฝ่ายค้านในสภา ยุบสภาทันที หากรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนแพ้ฝ่ายค้านก็ต้องหลุดจากตำแหน่ง หรือรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนไว้วางใจน้อยกว่าเพื่อน สังคมจะกดดันรัฐมนตรีคนนั้น


          “วีระศักดิ์” สรุปว่า 4 รัฐมนตรีคงระทึกกับเหตุข้างต้น


          “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ตอนนี้มีคำถามว่า “การเมืองแทรกแซงสื่อ หรือสื่อแทรกแซงการเมือง" เพราะรายการนี้เคยวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 รัฐมนตรี แต่พรรคภูมิใจไทยกลับแจ้งความกับรายการนี้และยังใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงรายการนี้ ขอถามว่า สื่อมวลชนมีพลังแทรกแซงการเมืองหรือ ยืนยันว่า หน้าที่สื่อมวลชนคือตรวจสอบนักการเมืองและทุกฝ่าย


          “สมชาย” ระบุว่า สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบความจริง เครือเนชั่นหารือกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นใหญ่ในการประชุมวิสามัญบริษัทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนแล้ว แต่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มมาแทรกแซงผู้ที่จะมาร่วมเพิ่มทุนจนต้องเลื่อนการประชุมไป และบางพรรคกลับออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันไม่เคยมีการทำแบบนี้ในรัฐสภา


          สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญกรณีที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งความรายการนี้ และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และ ผบ.ตร. ยืนยันว่าที่ผ่านมามีแต่ฝ่ายการเมืองแทรกแซงสื่อมวลชนและข้าราชการ ที่ผ่านมานักการเมืองบางคนใช้กฎหมายฟอกเงินตรวจสอบสื่อมวลชนและนักการเมืองบางคนยังอยู่เบื้องหลังการปิดล้อมสำนักงานของเครือเนชั่นมาแล้ว


          ตรงนี้ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป


          “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองต่อไป

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ