ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กำหนดโครงสร้างประเทศประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก หรือ ส.ว.

 

 

          กล่าวสำหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจากพี่น้องประชาชนเลือกตั้ง เพื่อมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนปวงชนชาวไทย คอยตรวจสอบท้วงติง เสนอกฎหมาย ผ่านกระบวนการในสภา


          บนฐานความคิดแบบบ้านๆ ไม่ได้เป็นนักเรียนนอกจบระดับดอกเตอร์เข้าใจสถานะของ ส.ส.เพียงเท่านี้ล่ะครับ


          ครั้นให้อธิบาย ส.ส.ทำอะไรที่นอกเหนือกว่านี้ จะต้องปฏิบัติตนภายใต้กรอบจริยธรรมตามมาตราไหนบ้าง เห็นทีต้องเปิดตำรารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอธิบายกันยาว


          แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในอดีตและปัจจุบันทั้งที่โลกมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ นี่จะเข้าสู่ยุค 5.0 แต่พัฒนาการนักการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยก็ยังไม่ก้าวไปไหนเลย


          ท่านผู้แทนในสภาอย่าเพิ่งน้อยใจ…อสนีบาต… กำลังกล่าวถึงกลุ่ม นักการเมืองหน้าเดิม เจือสมด้วย นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ว่าน่าจะฝากฝังสร้าง อนาคตใหม่ ให้ประเทศ แต่จมปลักอยู่กับสิ่งเรียกว่า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”


          แทนที่จะเอาเวลาร่วมคิดค้นสิ่งดีงามจรรโลงจิตใจ หรือลองไปหย่อนก้นสัมผัสธุลีดิน มองดูวิถีชีวิตผู้คนในเมืองหรือต่างจังหวัด จะเห็นมิติชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ในแต่ละวัน เห็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง


          แล้วกลับมาคิดทบทวน เมื่อเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สวมสูทผูกเนกไทอยู่ในสภาอันทรงเกียรติจะทำอะไรเพื่อประชาชนบ้าง จะเสนอร่างกฎหมายให้ผ่านสภาเพื่อความก้าวหน้าสถาพรกี่ฉบับ


          ตัวอย่างเล็กๆ แบบนี้ แทบไม่เคยได้ยินได้ฟังจากกลุ่มคนเหล่านี้เลย


          กลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เป็นตัวแทนที่ได้ปฏิญาณตนด้วยความจงรักภักดีต่อสามเสาหลักของประเทศ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์


 

          การก่อร่างสร้างประเทศผ่านองค์กร บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ครบตามรัฐธรรมนูญ กำลังเดินไปได้ด้วยดี รัฐบาลบริหารประเทศผ่านมาได้แค่สามเดือนแต่กลับมีกลุ่มนักการเมืองกระเหี้ยนกระหือรือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ


          กลุ่มหนึ่งใช้กลไกในสภาด้วยการยื่นญัตติเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ควรเป็นไปตามครรลอง อีกกลุ่มหนึ่ง เดินสายโน้มน้าวความคิดผู้คนอยู่นอกสภา


          จะไม่ว่าเลยหากการรณรงค์ให้ข้อมูลความรู้เรื่องของประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทว่ากลับเริ่มต้นด้วยการปลุกปั่นจุดชนวนให้เกิดความแตกแยก ลองใช้รอยหยักในสมองเอามากลั่นกรองสิ่งที่พูดออกไปเถิดว่ามันสมควร เหมาะสมต่อกาลเวลาหรือไม่


          วีรกรรมความคิดกลุ่มคนเหล่านี้ปรารถนาอย่างยิ่งยวดด้วยความพยายามจะแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง หรือกล่าวกันติดแฮทแท็ก “มาตรา 112” นั่นปะไร กระทั่งผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนหน้าสลอนในสภาออกมากล่าวหา "รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา” มาถึงความหาญกล้า ริอาจเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1


          อันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 1 ระบุไว้ดังนี้ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” สื่อความหมายให้เห็นถึงความเป็นชาติที่สมัครสมานสามัคคี มิอาจแบ่งแยกได้


          อสนีบาต …เคยกล่าวไว้ การที่หัวโจกคนการเมืองที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ออกมายืนยันต่อหน้าสื่อสารมวลชน จะไม่แตะมาตรา 1 มาตรา 2 มาตรา 3 แต่องคาพยพ คงแสดงความเห็นโฉบเฉี่ยวจะขอแก้ไขมาตราอันกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ


          การออกมาเอื้อนเอ่ยไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญให้พวกพ้อง ดูจะเป็นคำพูดเหม็นขี้ฟัน เพราะสิ่งที่ท่านสร้างวาทกรรมเบื้องหน้าไว้สวยหรูไม่ตรงกับพฤติการณ์ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน


          ไม่แปลกใจเลยการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งจึงสร้างประเด็นให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องตัดสินใจดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น


          ไม่แปลกใจเลยที่พวกท่านสุมหัวออกมาแถลง ไม่รู้สึกรู้สากับการถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยยืนยันจะเดินหน้ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปพร้อมกับจับได้ในคำพูดเสมือนเปิดหน้าไพ่ออกมาว่า “ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จุดติดแล้ว"


          เมื่อขมวดความคิดอหังการ พอจะมองเห็นเป้าหมายลึกๆ ของพวกนี้ “กำลังใช้ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญเป็นชนวนให้เกิด…." เติมช่องว่างกันเอาเอง


          จงเจริญเถอะพ่อคุณ เหล่านักการเมืองผู้ปลุกปั่นสร้างความแตกแยก

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง