อีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกโซเชียลก็คือ กรณีที่มีการโพสต์คลิป พร้อมแฉพฤติกรรมของ “กลุ่มผู้ประกอบการทัวร์จีน” ที่ได้ไปเช่าพื้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เพื่อสร้างโบสถ์ปลอมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ

 

 

          การจัดสถานที่พิเศษภายในวัดก็เพื่อรองรับธุรกิจของเครือข่ายทัวร์จีน คือ จำหน่ายพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ซึ่งมีราคาแพงหูฉี่ ตั้งแต่หลัก 3-4 พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่น ทั้งๆ ที่เป็นวัตถุมงคลปลอม ผลิตมาด้วยราคากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้ฟันกำไรมหาศาล เม็ดเงินสะพัดเข้ากระเป๋านายทุนในประเทศจีน


          หลังเรื่องนี้กลายเป็นข่าวครึกโครม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบวัดตามที่ปรากฏภาพ ปรากฏว่าทางวัดอ้างว่าได้ประโยชน์เฉพาะค่าเช่าสถานที่ ซึ่งมีการทำสัญญากันถูกต้อง แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเรียบร้อย ไม่มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมาย


          แต่จากการตรวจสอบของ “ล่าความจริง” พบว่ามีวัดที่ประกอบธุรกิจแนว “พุทธพาณิชย์” ลักษณะนี้ โดย “มีดีล” กับทัวร์จีน เฉพาะใน จ.ชลบุรี มากมายนับสิบแห่ง กลายเป็น “โมเดลธุรกิจทัวร์จีน” มีการกินแบ่ง วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่สุดท้ายคนที่กินรวบผลประโยชน์ทั้งหมดคือนายทุนทัวร์จีน


          “แก๊งทัวร์จีน” ประเภทนี้โดยมากเป็น “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ซึ่งบางคนบอกว่าไม่มีแล้ว เป็นเรื่องโบราณ แต่จริงๆ ในปัจจุบันก็ยังมีโมเดลที่เรียกว่า “ทัวร์ต่ำกว่าทุน” อยู่จำนวนมาก โดยบริษัททัวร์หาคนมาเที่ยว เก็บค่าทัวร์ในราคาต่ำ แล้วมาหากำไรจากการจับจ่ายของลูกทัวร์เมื่อมาถึงเมืองไทย เพราะเครือข่ายของบริษัททัวร์เปิดธุรกิจ หรือ “ดีลธุรกิจ” รองรับไว้ทั้งหมด


          เริ่มจากเมื่อลูกทัวร์มาถึงไทย รถบัสที่ไปรับก็เป็นของบริษัททัวร์จีน (บริษัทยักษ์ใหญ่เคยโดนตำรวจทลายไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังมีอยู่) จากนั้นก็พาไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่เครือข่ายจัดไว้ และมีการไปเช่าพื้นที่รอขายของ โดยไกด์ทัวร์จีนจะพาลูกทัวร์ไปซื้อของจากร้านในเครือข่ายเท่านั้น

 


          ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไกด์ทัวร์ก็จะพามากินกันที่ร้านอาหารจีนบุฟเฟต์ขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยร้านอาหารเหล่านี้เป็นร้านที่ “ดีล” กับบริษัททัวร์ไว้หมดแล้ว หรือไม่ก็เป็นบริษัทลูกของบริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง บางแห่งก็จ้างคนไทยให้แข่งกันทำอาหารราคาถูก จนคนไทยฟันราคากันเอง เหลือบุฟเฟต์หัวละ 100 บาทก็ยังมีในบางพื้นที่ (สุดท้ายคนไทยเจ๊ง ทัวร์จีนได้ประโยชน์)


          โมเดลแบบนี้ยังใช้กับร้านจำหน่ายของที่ระลึกด้วย ถ้าไม่ใช่ร้านในเครือข่าย ก็ต้องเป็นร้านที่จ่ายค่าหัวคิวให้แก่ไกด์และเจ้าของบริษัททัวร์ โดยอัตราหัวคิวไม่ต่ำกว่า 50% มีทั้งที่คิดเป็นรายหัว หรือแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย


          ส่วนโมเดลที่กำลังเป็นข่าว ก็คือการดีลกับวัด จนกลายเป็นแหล่งทำเงินมหาศาล เนื่องจากชาวจีนมักสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง ซึ่งจริงๆ ก็มีคนหัวใสคิดทำมาหลายปีแล้ว เริ่มจากบริษัททัวร์จีนที่มีคนไทยเป็นนอมินี เข้าไปติดต่อวัดบางแห่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี แล้วเสนอโครงการการปรับปรุงวัด แลกกับการนำทัวร์ไปลง และต้องให้สัมปทานบริษัททัวร์เปิดร้านจำหน่ายเครื่องรางของขลัง และวัตถุมงคลต่างๆ


          ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ว่าเป็นการก่อสร้าง หรือวัตถุมงคล ทางบริษัททัวร์จะออกให้ แล้วแบ่งกำไรกันชัดเจน อาจจะ 50-50 หรือวัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง แต่พวกพื้นที่สัมปทานขายวัตถุมงคล ทางทัวร์จีนจะแบ่งไปถึง 80% เพราะเป็นช่องทางหารายได้หลัก มีการสร้างห้องลับขึ้นมาดูดวง ทำนายโชคชะตา ก่อนหลอกให้เช่าวัตถุมงคลราคาหลักหมื่นกันแบบครบวงจร


          โดยวัตถุมงคลก็ทำเทียมขึ้นมา แต่จำหน่ายในราคาแพง ส่วนโบสถ์ วิหารที่สร้างหรือซ่อมขึ้นใหม่ ก็มักใช้วัสดุราคาถูก เพื่อลดต้นทุน วงจรนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีพระและกรรมการวัดบางส่วนร่วมมือ ทำบัญชีรับ-จ่ายเท็จ แจ้งสำนักพุทธฯ เฉพาะค่าเช่าพื้นที่ แต่ไม่พูดถึงเงินรายได้จากการจ่ายวัตถุมงคล ซึ่งก็ไม่ชัดว่าเงินเข้าวัดหรือเข้ากระเป๋าใคร


          ความไม่โปร่งใสที่สัมผัสได้ทันทีคือ วัดที่มี “ดีล” กับทัวร์จีน จะไม่ต้อนรับคนไทย พูดง่ายๆ คือ “คนไทยห้ามเข้า” ทั้งๆ ที่เป็นวัดไทย ส่วนลูกทัวร์จีนที่เข้าไปทำบุญ ก็ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอทุกอย่าง


          จากวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ ก็มาถึงเรื่อง “ที่พัก” ซึ่งแทนที่จะไปเช่าโรงแรมให้ลูกทัวร์อยู่ แต่ปรากฏว่ามีราคาแพง บริษัททัวร์จีนจึงใช้วิธีเช่าคอนโดให้อยู่แทน


          บ้านเราโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว คอนโดกำลังเฟ้อ ล้นตลาด จึงเกิดช่องทางปล่อยเช่าให้ทัวร์จีน ทั้งเจ้าของห้องปล่อยเอง หรือทางโครงการปล่อยให้เช่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ผิดกฎหมาย เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เป็นความผิดตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติโรงแรม และยังผิดกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย เพราะการให้คนต่างด้าวพักค้างแรม ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ตม. แต่สถานที่เหล่านี้ไม่เคยแจ้ง


          นี่คือโมเดลธุรกิจทัวร์จีนซึ่งบางเรื่องก็ทำกันมานานแล้ว บางเรื่องก็คิดทำกันใหม่ แต่ปัญหาคือเจ้าหน้าที่ไทยกลับปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เป็นโมเดลอันตราย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง