กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” ปี 62 แก่ 2 นักวิจัยเยอรมัน-อังกฤษ ด้านการแพทย์-สาธารณสุข ผลงานค้นคว้าวงจรชีวิตไวรัสตับอักเสบซีจนนำไปพัฒนายาต้านที่มีประสิทธิภาพสูง และค้นพบยารักษาโรคริดสีดวงตา

 

               เมื่อเวลา 17.23 น. วันที่ 30 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

 

               สำหรับผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 66 รายจาก 35 ประเทศ ดังนี้ รางวัลสาขาการแพทย์ ได้แก่ ศ.ดร.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิลยู บาร์เทนชลาเกอร์ จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีผลงานสำคัญทางการศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตของไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus หรือ HCV) ซึ่งนำไปสู่องค์ความรู้ในการพัฒนายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง มีความจำเพาะและปลอดภัย 

 

               และสาขาการสาธารณสุข ได้แก่ ศ.นพ.เดวิด เมบี ศาสตราจารย์สาขาโรคติดต่อและสาขาวิจัยคลินิก วิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้ค้นพบว่าการให้ยาเอซิโทรมัยซิน (azithromycin) เพียง 1 ครั้ง สามารถรักษาโรคริดสีดวงตาอย่างได้ผล และการให้ยาเอซิโทรมัยซินแบบครอบคลุมประชากรจำนวนมาก สามารถช่วยกำจัดโรคนี้ให้หมดไปได้ในถิ่นที่เป็นแหล่งระบาดของโลก

 

               ศ.ดร.ราล์ฟ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนทีมคณะทำงานรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ อุปสรรคในการทำงานมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือการค้นหาวิธีเพาะเลี้ยงเซลล์ในช่วงแรกซึ่งยาก ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าจะสำเร็จ และอีกปัญหาสำคัญคือ การจะทำอย่างไรให้ทีมงานไม่ท้อถอย และมีความมุ่งมั่นจนท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จสามารถค้นพบยาแอนตี้ไวรัสชนิดนี้ได้

 

               ในอนาคตอยากรักษาคนให้มากกว่านี้และทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นด้วยการทำให้ราคายาถูกลง และอีกโรคที่ทางคณะทำงานให้ความสนใจและอยากศึกษาเพิ่มเติมคือโรคไข้เลือดออก เพราะมองว่าเป็นโรคร้ายที่จำเป็นต้องหาทางรักษา

 

               ด้าน ศ.นพ.เดวิด กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ ได้มีโอกาสศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เห็นถึงความตั้งพระทัยมุ่งมั่นในการทรงงานยังประโยชน์แก่วงการแพทย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

               สำหรับตนมีโอกาสในการที่จะเข้าไปรักษาคนไข้โรคริดสีดวงตาซึ่งเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครสนใจและทำให้เกิดมีความพิการโดยเฉพาะประเทศแถบแอฟริกาในเขตร้อน และได้มีโอกาสเข้าไปรักษาและร่วมแคมเปญกับองค์การอนามัยโลก 

 

               ซึ่งการรักษาเดิมทีต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นสัปดาห์ แต่หลังจากมีการค้นพบยาวิธีการรักษารวดเร็วขึ้น สามารถรักษาได้ภายในครั้งเดียว ทำให้มีความสะดวกในการใช้มากขึ้นและช่วยคนได้มากขึ้น ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือ

 

               การนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลฯ ความตอนหนึ่งว่า “การศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อป้องกันและบำบัดรักษาโรคใดโรคหนึ่งนั้น มิใช่สิ่งที่อาจกระทำได้ง่ายนักและโดยมากก็มิได้เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ หากเป็นผลจากความมุ่งมั่นตั้งใจและความวิริยอุตสาหะอย่างยิ่งยวดของบุคคลผู้อุทิศตนทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ และความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ 

 

               ดังเช่นผลงานการศึกษาวงจรชีวิตไวรัสตับอักเสบซีของ ศ.ดร.ราล์ฟ ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญในการพัฒนายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง อันอำนวยประโยชน์แก่การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในผู้ป่วยทั่วโลก และผลงานการศึกษาเกี่ยวกับการให้ยารักษาโรคริดสีดวงตาในประเทศแกมเบียและแทนซาเนียของ ศ.นพ.เดวิด ซึ่งนำไปสู่นโยบายการกำจัดโรคริดสีดวงตาขององค์การอนามัยโลก อันมีความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

 

               จึงขอแสดงความนิยมชื่นชมด้วยอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งสองได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลจากผลงานอันทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์อันไพศาล ทั้งแก่วงการแพทย์และการสาธารณสุข ทั้งแก่มวลมนุษยชาติทั่วทุกส่วนของโลก"

 

               สำหรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี ซึ่งตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ผ่านมา มีบุคคลหรือองค์กรได้รับรางวัลนี้แล้วทั้งสิ้น 83 ราย