ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้แจงถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิด ว่า วัคซีนโควิด-19 มี 4 ชนิด คือ mRNA เชื้อตาย ไวรัลเวคเตอร์ และโปรตีนซับยูนิต โดยวัคซีนชนิดเชื้อตายและโปรตีนซับยูนิต มีกลไกสำคัญคือสร้างภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม B cells ที่จะสร้างแอนติบอดีออกมาในกระแสเลือด และป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าไปติดเชื้อในเซลล์ ส่วนชนิด mRNA และไวรัลเวคเตอร์มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองอย่างคือกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด T cells ที่จะไปฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม B cells ให้สร้างแอนตี้บอดี้


ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็ม 1 เป็นชนิดเชื้อตายที่กระตุ้น B cells ได้ดี แต่กระตุ้น T cellsไม่ดีนัก และปรับเอาวัคซีนที่กระตุ้น T cells ได้ดีคือไวรัลเวคเตอร์มาฉีดเป็นเข็มที่ 2 จึงกลายเป็นให้ฉีดด้วยซิโนแวค เว้น 3 สัปดาห์แล้วฉีดด้วยแอสตร้าเซนเนก้า โดย 2 สัปดาห์หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูง รวมใช้เวลา 5 สัปดาห์ ซึ่งข้อมูลวิจัยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ภูมิคุ้มกันสูงพอน่าจะครอบคลุมสายพันธุ์เดลตา

ขณะที่การศึกษาในต่างประเทศพบว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม แม้กระตุ้นทั้ง T cells และ B cells แต่ใช้เวลานาน เนื่องจากเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 10-12 สัปดาห์ และใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงขึ้นสูง โดยรวมต้องใช้เวลา 12-14 สัปดาห์ ขณะที่การฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มเดียว ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่าไม่พอในการลดการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และหากระยะเวลาระหว่างเข็ม 1 และเข็ม 2 ของแอสตร้าเซนเนก้า ยิ่งสั้นประสิทธิภาพจะยิ่งน้อยลง

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวด้วยว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดนี้ ไม่ได้มีรายงานภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน ส่วนการฉีดวัคซีนกระตุ้นในบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวค 2 เข็ม อยู่บนหลักการเดียวกัน คือ กระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิดคือแอสตร้าเซนเนก้าที่ช่วยกระตุ้น T cells สำหรับวัคซีนรุ่น 2 รองรับการกลายพันธุ์ ประเทศไทยกำลังเจรจา ซึ่งอย่างเร็วอาจจะมาปีหน้า จึงเป็นอีกเหตุผลในการปรับสูตรการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คนไทยปลอดภัยระหว่างรอวัคซีนรุ่น 2

 

 

ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยรายงานการศึกษาประสิทธิผลวัคซีนซิโนแวคที่ได้นำมาฉีดให้กับคนไทยใน 4 แหล่ง คือ จ.ภูเก็ต ได้ติดตามกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. 64 จำนวนกว่า 1,500 ราย พบการติดเชื้อ เพียง 124 ราย หากเทียบกันระหว่างผู้รับวัคซีนและไม่ได้รับวัคซีน พบว่าประสิทธิผลป้องกันติดเชื้ออยู่ที่ 90.7%

จ.สมุทรสาคร ได้ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กว่า 500 ราย ช่วงเดือน เม.ย. 64 พบติดเชื้อ 116 ราย ประสิทธิผลป้องกันติดเชื้ออยู่ที่ 90.5% 

จ.เชียงราย ได้ติดตามกรณีการติดเชื้อในบุคลากรสาธารณสุข ช่วงเดือนมิ.ย. 64 กว่า 500 ราย พบการติดเชื้อ 40 ราย
นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความรุนแรงเรื่องปอดอักเสบ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลพบว่า ประสิทธิผลของซิโนแวค 2 เข็มป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 88.8% และป้องกันปอดอักเสบอยู่ที่ 84.9% สำหรับ บุคลากรที่ได้รับแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็มครบ 14 วัน ป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 83.8%

ขณะที่ กรมควบคุมโรค ได้ใช้ฐานข้อมูลติดตามบุคลากรสาธารณสุขที่ติดเชื้อทั้งประเทศ และข้อมูลการรับวัคซีนช่วงเดือน พ.ค. 64 ที่การระบาดเป็นสายพันธุ์อัลฟา พบว่าประสิทธิผลซิโนแวค 2 เข็ม อยู่ที่ 71%
ส่วนเดือน มิ.ย. 64 ที่เริ่มมีการระบาดของสายพันธุ์เดลตาทั้งประเทศราว 20 - 40% พบประสิทธิผลอยู่ที่ 75%

หมอศิริราช ยัน วัคซีนสลับชนิด ไม่มีข้อห้าม ด้านสธ. ย้ำ "ซิโนแวค" 2 เข็มภูมิขึ้นสูงกันอัลฟาได้90%



ดังนั้น หากฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม สามารถป้องกันติดเชื้อจากสายพันธุ์อัลฟาได้ประมาณ 90% และป้องกันปอดอักเสบได้ 85% ส่วนประสิทธิผลต่อสายพันธุ์เดลตาขณะนี้ ถือว่ายังคงที่สำหรับการฉีดเข็มกระตุ้น และการฉีดสลับประเภทของวัคซีนนั้น จากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ พบว่าจะสามารถเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันให้ได้สูงกว่าเดิมได้รวดเร็วและสูงมากขึ้น

หมอศิริราช ยัน วัคซีนสลับชนิด ไม่มีข้อห้าม ด้านสธ. ย้ำ "ซิโนแวค" 2 เข็มภูมิขึ้นสูงกันอัลฟาได้90%