31 มีนาคม 2563  ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ไลฟ์สด การคาดการณ์ “การระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)” ผ่านทาง IPTV Mahidol University ว่า จากวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการคาดการณ์ในเวลานั้นถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุด หากไม่มีการดำเนินการทำอะไรเลย อัตราผู้ป่วยอาจสูงถึงประมาณ 10,000 ราย แต่หากเรามีมาตรการที่เข้มข้น จะทำให้อัตราการเพิ่มของผู้ป่วยอยู่ที่ร้อยละ 20 และจะทำให้ระบบการดูแลสุขภาพต่างๆ เพียงพอและควบคุมได้

 

 

 

               โดยแนวโน้มของสถานการณ์ประเทศไทยเริ่มสูงจากคราวที่แล้วที่คาดการณ์ไว้ขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย ที่คราวก่อนใกล้เคียงกัน ตอนนี้ สถานการณ์ต่างกันแล้ว คือ มาเลเซียมียอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโรคโควิด-19 มากกว่าไทย อยู่ที่ประมาณ 37 ราย รวมถึงในประเทศกลุ่มอาเซียนที่มีบางประเทศที่แนวโน้มน่าเป็นห่วง อย่างประเทศเวียดนามจะเห็นว่ายอดผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 จาก 100 ราย ไป 200 ราย ช่วงเวลาห่างกันมาก ทำให้โอกาสที่ประเทศเวียดนามจะมีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นคงไม่มากนัก

               ส่วนประเทศไทยจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ วันที่มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนจำนวนนึงออกจากกรุงเทพมหานคร จึงทำให้สัดส่วนคนไข้โรคโควิด-19 สัดส่วนในต่างจังหวัดเท่าๆ กับกรุงเทพมหานคร และมีเกณฑ์สลับขึ้นลงจนถึงปัจจุบัน โดย กทม. ร้อยละ 50 ต่างจังหวัดร้อยละ 50

 

 

 

               ถึงแม้เราจะมีคนไข้ที่กระจายไปยังต่างจังหวัด โดยพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีผู้ป่วยยืนยัน 10 - 50 ราย คือ เชียงใหม่ อุบลราชธานี นครราชสีมา และโซนทางภาคใต้

               โดยสถานการณ์ล่าสุดของการระบาดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ที่ได้มีมาตรการต่างๆ ออกมาเป็นช่วงๆ จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน

               ขณะนี้ มาตรการต่างๆ เริ่มส่งผล เห็นได้จากตัวเลขของผู้ติดเชื้อในประเทศไทยตอนนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 1,524 ราย เพิ่มขึ้น 136 ราย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ประเทศไทยถือว่าอยู่ตรงกลางของกลุ่มประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้ และกลุ่มที่ควบคุมไม่ได้จากทั่วโลก โดยอยู่อันดับ 2 ในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียน

 

 

 

               สถานการณ์ตอนนี้ จึงถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะมาตรการหลายทาง และความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทำให้สามารถดึงจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ใกล้เคียงกับศักยภาพของระบบสาธารณสุข ที่จะดูแลได้

               โดยในส่วนของศิริราชมีจำนวนเตียงที่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 102 เตียง ปัจจุบันมีผู้ป่วย 70 ราย อาการหนัก 6 ราย ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และคาดว่าจำนวนเตียงที่มี จะสามารถรองรับผู้ป่วยเพิ่มได้อีก 16 - 25 เตียง

               สิ่งที่อยากจะฝากให้คนไทยทุกคนยังต้องช่วยกัน แม้ว่าตอนนี้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อจะดูแนวโน้มไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะศักยภาพการรองรับด้านสาธารณสุขของประเทศตอนนี้ ถือว่าเป็นยังคงปริ่มน้ำ และค่อนไปทางขาดแคลน

 

 

 

               ดังนั้น เพื่อให้ระบบสาธารณสุขยังคงมีศักยภาพในการดูแลผู้ติดเชื้อได้ ประชาชนทุกคนยังต้องช่วยกันในการลดจำนวนคนไข้ โดยปฏิบัติตามมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ เพราะการออกจากบ้าน หากไม่มีเชื้อก็มีโอกาสที่จะไปรับเชื้อได้ แต่หากมีเชื้อก็จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ ขอให้คำนึงไว้เสมอ ให้เว้นระยะห่าง 2 เมตร และใส่หน้ากากอนามัย ใช้เวลาอยู่นอกบ้านให้น้อยที่สุด หากสามารถช่วยกันได้ จำนวนคนไข้จะน้อยลง

               โดยคนไข้ที่มีอยู่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นคนไข้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ค่อยๆ ทยอยมาตรวจเชื้อที่โรงพยาบาล ซึ่งหากสามารถควบคุมและสกัดได้ดีพอ จำนวนของผู้ป่วยใหม่จะน้อยลง และระบบบริการสุขภาพของประเทศ จะเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยทุกคนได้