31 มีนาคม 2563  กรณีที่มีข่าวว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ในประเทศตุรกีส่วนใหญ่เกิดจากการใส่รองเท้าเข้าบ้านทำให้เชื้อเกิดการแพร่กระจายภายในบ้านจนทำให้เกิดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากนั้น

 

 

 

               นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงว่า รองเท้าอาจจะเป็นปัจจัยทำให้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 เนื่องจากรองเท้าไปสัมผัสเชื้อไวรัสในสารคัดหลั่งที่ตกลงพื้นที่ต่างๆ และด้วยพฤติกรรมของประชาชนจะใช้มือถอดรองเท้า ซึ่งมือมีความเสี่ยงที่ไปสัมผัสเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ที่ติดอยู่กับรองเท้าแล้วเผลอมาสัมผัสที่ใบหน้า จึงเป็นสาเหตุให้มีการติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19

               ส่วนการใส่รองเท้าเข้าบ้านหรือถอดหน้าบ้าน ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักให้มีการติดเชื้อเพิ่ม แต่ปัจจัยหลัก คือ การสัมผัสเชื้อที่รองเท้าแล้วมาสัมผัสที่ใบหน้า ดังนั้น ขอให้ประชาชนหมั่นล้างมือและหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัสที่ใบหน้า

               ส่วนการเปรียบเทียบสถานการณ์ไทยกับสหรัฐอเมริกาที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นพ.ธนรักษ์ อธิบายว่า วิธีการรับมือของสาธารณสุขทั้ง 2 ประเทศไม่ต่างกัน แต่ปัจจัยพฤติกรรมของประชากรเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ปริมาณผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดนเฉพาะการอยู่ในพื้นที่ชุมชนคนจำนวนมาก / การอยู่ในพื้นที่แออัด เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ รวมกับพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อยังใช้ชีวิตประจำวันปกติ ก็สามารถทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นในจำนวนมากๆ ได้

 

 

 

               สำหรับประเทศไทยช่วงแรกมีการควบคุมการระบาด มีการสำรวจว่า คนติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อได้ 1.5 - 1.6 คน ต่อมากระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำการสร้างระยะห่างทางสังคม เป็นปัจจัยที่สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อได้ ยกตัวอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการสำรวจพบว่า ผู้ติดเชื้อในระยะแรกเป็นบุคคลในครอบครัว

               ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน การควบคุมเชื้ออยู่ที่วิธีการปฏิบัติของผู้ป่วยและคนรอบข้างของผู้ป่วย

               ส่วนกรณีชาวบ้านในจังหวัดหนึ่งนำต้นกะเพรามาแขวนหน้าบ้าน โดยเชื่อว่าจะป้องกันไวรัสโรคโควิด-19 ได้ นพ.ธนรักษ์ อธิบายว่า ไม่มีเครื่องรางของขลังใด หรือต้นกะเพราที่นำมาแขวนไว้หน้าบ้าน จะสามารถป้องกันไวรัสโรคโควิด-19 ได้ อยู่ที่พฤติกรรมของประชาชนในการเว้นระยะห่างทางสังคม และการปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดหรือไม่