เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลายจังหวัดเกือบทั่วประเทศไทยเกิดพายุฤดูร้อนทำให้ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงต่อเนื่อง โดยที่ จ.อ่างทอง มีรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 14 มีนาคม ร.ต.ท.สุขสันต์ ปัสสาวะกัง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง รับแจ้งเหตุฟ้าผ่าพระสงฆ์มรณภาพ 1 รูป และได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 รูป ที่บริเวณกลางทุ่งนาด้านหลังที่พักสงฆ์ป่าเนื้อนาบุญ หมู่ 4 ต.หัวไผ่ อ.เมือง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

 

 

 

 

            ตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่กลางทุ่งนา ถนนเป็นคันดิน และมีฝนตก ทำให้เข้าออกลำบากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนั่งรถอีแต๋นของสำนักสงฆ์เข้าไปยังที่เกิดเหตุ พบเป็นพื้นที่นาประมาณ 6 ไร่ ล้อมรั้วด้วยตาข่ายเหล็กและวางท่อสูบน้ำ ใช้รถแบ็กโฮขนาดเล็กขุดวางท่อน้ำสปริงเกอร์ และบริเวณด้านข้างรถอีแต๋นพบพระสงฆ์ 1 รูปได้รับบาดเจ็บสาหัส มีแผลที่ลำตัว เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งนำส่งโรงพยาบาลอ่างทอง และมรณภาพระหว่างทาง ทราบชื่อต่อมาคือ พระอาจารย์ เปรมฤทัย ศรีรักษา หรือพระเปรมฤทัย โอสภา อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดอ่างทอง ส่วนพระสงฆ์ที่มรณภาพอยู่ในที่เกิดเหตุอีก 1 รูป มีบาดแผลศีรษะฉีกขาด ทราบชื่อต่อมาคือ พระมหาออฟ หรือ พระสุริยะ แวดรัมย์ อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดกำแพงเพชร และยังพบโทรศัพท์มือถือถูกฟ้าผ่าแตกกระจายอยู่ในที่เกิดเหตุ

            จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าพระทั้งสองรูปออกไปวางท่อน้ำสปริงเกอร์ เกิดฝนฟ้าคะนองและมีฟ้าผ่าทำให้มรณภาพ กระทั่งมีพระสงฆ์ที่อยู่ในสำนักเห็นค่ำมืดแล้วยังไม่กลับมาจึงออกไปตามหาและพบเป็นศพดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาสาเหตุในการเสียชีวิตอย่างแท้จริงของพระสงฆ์ทั้ง 2 รูปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

            พระอุเทน ชาคโร เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุพระสงฆ์ทั้ง 2 รูปที่สำนักสงฆ์ป่าเนื้อนาบุญ ออกไปวางท่อน้ำสปริงเกอร์กลางทุ่งนา ห่างจากวัดประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงม้าที่สำนักสงฆ์มีอยู่ 7 ตัว โดยได้ขับรถอีแต๋นออกไปตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 14 มีนาคม ต่อมาเกิดพายุกระหน่ำ มีฝนฟ้าคะนอง กระทั่งค่ำมืดแล้วพระทั้ง 2 รูปยังไม่กลับเข้ามาที่สำนักสงฆ์ จึงออกไปดูพบว่าถูกฟ้าผ่ามรณภาพอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 รูป และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 รูป จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบช่วยเหลือ

            ขณะเดียวกันมีรายงานว่าจากผลพวงของพายุฤดูร้อนทำให้หลายจังหวัดทั่วประเทศได้รับผลกระทบทั้ง กทม. และเขตปริมณฑล อาทิ ที่ จ.ปุมธานี เกิดอุบัติเหตุรถกระบะชนเสาไฟฟ้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณถนนพหลโยธินขาออกช่องทางคู่ขนานก่อนถึงต่างระดับบางขันธ์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จากการสอบถามนายกมล คงดำ อายุ 28 ปี คนขับรถกระบะคันเกิดเหตุบอกว่ากำลังเดินทางไปสอบตำรวจที่ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุถนนลื่นเนื่องจากมีฝนตกก่อนหน้านั้น ซึ่งพยายามบังคับรถแล้วแต่เอาไม่อยู่ รถจึงพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าข้างทาง

            วันเดียวกัน นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา และพิจารณาปัจจัยเสี่ยง พบว่าหย่อมความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบนทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนอีกทั้งบริเวณความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและทะเลจีนใต้ส่งผลให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบน ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนทำให้เกิดพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่

            “กอปภ.ก.จึงประสานจังหวัดและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือวาตภัย ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 15-18 มีนาคมนี้ แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 18 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร” นายมณฑล กล่าว