เมื่อวันที่ 10 มีนาคม  2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักข่าวจากซิบบับเว newzimbabwe.com รายงานว่า ทางการซิบบับเวกำลังติดตามตัวผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคนไทย หนีจากการกักกันโรค โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ The Herald Zimbabwe ได้ทวิตข้อความว่า ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อชาวไทยหนีจากโรงพยาบาลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 มีนาคม

 

จากการรายงานของ StarFM ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมาจากประเทศไทย ถูกกักตัวไว้ที่โรงพยาบาลโรคติดเชื้อวิลคินส์ ในกรุงฮาราเร เพื่อรอเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตรวจเชื้อ แต่พบว่าหลบหนีไปเสียก่อนอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทราบว่าหนีไปได้อย่างไร หนีไปไหน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้คนนี้ ทั้งนี้คนไทยคนนี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งโรงพยาบาลท้องถิ่นได้ส่งตัวมาที่โรงพยาบาลโรคติดเชื้อวิลคินส์ เพื่อตรวจหาเชื้อ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ในโลกโซเชียลมีเดียในซิมบับเวได้แสดงความไม่พอใจที่ปล่อยให้คนเสี่ยงติดเชื้อหนีหายไปได้ อย่างไรก็ตาม ซิมบับเวยังไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสแม้แต่คนเดียว

 

ด้านนายกรัฐมนตรี จูเซปเป คอนเต ของอิตาลี ประกาศปิดประเทศ ขยายมาตรการฉุกเฉินควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งรวมทั้งการจำกัดการเดินทางและห้ามชุมนุมในที่สาธารณะทั่วประเทศ เมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยคอนเตสั่งให้ประชาชนทั่วประเทศ 60 ล้านคน พักอยู่แต่ในบ้านและต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่สำหรับการเดินทางที่สำคัญ ซึ่งมาตรการถูกกำหนดขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงที่สุด

 

นายกรัฐมนตรีจูเซปเป กล่าวว่า ไม่มีเวลาแล้ว หลังจากตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 พุ่งจาก 366 ราย เป็น 463 รายเมื่อวันจันทร์ และมีผู้ติดเชื้อ 9,172 คน ทำให้อิตาลีเป็นประเทศที่มีการระบาดรุนแรงที่สุดรองจากจีนแผ่นดินใหญ่ และรุนแรงที่สุดในยุโรป ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นด้วยประมาณร้อยละ 24 จากเมื่อวันอาทิตย์ การระบาดของไวรัสร้ายเกิดขึ้นครบทุกแคว้นใน 20 แคว้นของประเทศแล้ว

 

 

ในการกล่าวปราศรัยผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในช่วงเย็นวันจันทร์ นายคอนเต กล่าวว่า ชาวอิตาลีต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตร และสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนคือการพักอยู่กับบ้าน เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในอิตาลีเพิ่มสูงขึ้นมาก มาตรการที่บังคับใช้ในพื้นที่สีแดงทั้งหมด ขณะนี้ถูกขยายออกไปบังคับใช้ทั่วประเทศ

 

ผู้นำอิตาลี กล่าวว่า การใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นและรุนแรงขึ้น เพื่อควบคุมไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ระบาดรุนแรงไปมากกว่านี้ และเพื่อปกป้องสุขภาพของพลเมืองอิตาลีทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุด นอกจากนี้การแข่งขันกีฬาทุกประเภท ซึ่งรวมทั้งฟุตบอล ถูกระงับชั่วคราวทั่วประเทศ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะยังคงปิดการเรียนการสอนต่อไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน 

 

วันเดียวกัน นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ฮู) แถลงว่า ขณะนี้สถานการณ์ของเชื้อไวรัสแพร่ระบาดในอย่างน้อย 113 ประเทศและดินแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 4,000 คน และล้มป่วยอีกกว่า 110,000 คน ซึ่งโลกเคยเผชิญกับโรคระบาดวงกว้างมาแล้วหลายครั้งในอดีต แต่ไวรัสโควิด-19 จะควบคุมได้ในที่สุด โดย 93% ของผู้ติดเชื้ออยู่ใน 4 ประเทศ คือ จีน อิตาลี เกาหลีใต้ และอิหร่าน ส่วน 79 ประเทศและดินแดน มีผู้ป่วยสะสมน้อยกว่า 100 คน ทั้งนี้อัตราการเสียชีวิตจากการล้มป่วยอยู่ที่ 3.4% กลุ่มเสี่ยงที่สุดคือผู้มีอายุมากกว่า 80 ปี ที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่า 20%

 

ขณะที่สถานการณ์ในจีนนั้น ผอ.องค์การอนามัยโลก ระบุว่าอยู่ในขั้นควบคุมได้มากขึ้น เนื่องจากมากกว่า 70% ของผู้ป่วยทั้งหมดรักษาหายแล้วและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านสาธารณสุขจีนรายงานว่า มีผู้ยืนยันติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 19 ราย เป็น 80,754 ราย โดยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเมื่อวานนี้ที่ 40 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 17 ราย รวมยอดเสียชีวิตเป็น 3,136 ราย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่นอกเขตมณฑลหูเป่ยติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ รัฐบาลจีนทยอยปิดโรงพยาบาลชั่วคราวบางแห่งเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม บริษัท แกร็บ โฮลดิ้ง แจ้งผ่านออนไลน์ว่ามีพนักงานของบริษัท 1 คนตรวจพบติดเชื้อไวรัส เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ดังนั้นจึงแจ้งปิดสำนักงานในสิงคโปร์และไทยเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 9–13 มีนาคม เนื่องจากพนักงานของบริษัทที่สิงคโปร์ได้เดินทางไปยังสำนักงานของแกร็บที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ต่อมาเมื่อกลับมาสิงคโปร์ได้มีอาการป่วยและตรวจพบติดเชื้อไวรัส โดยเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

 

ต่อมาแถลงการณ์จากแกร็บ ประเทศไทย ชี้แจงว่า มีพนักงานของบริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแกร็บ ประเทศไทย ป่วยติดเชื้อไวรัสจริง เป็นพนักงานชาวต่างชาติซึ่งประจำอยู่ในสำนักงานใหญ่สิงคโปร์ โดยพนักงานคนดังกล่าวปฏิบัติงานอยู่ในส่วนของสำนักงาน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่และพาร์ทเนอร์ร้านค้าของแกร็บ ได้เดินทางมาติดต่องานในประเทศไทยในระหว่างวันที่ 5–6 มีนาคม บริเวณชั้น 19 ของอาคารสมัชชาวาณิช 2 หรืออาคารยูบีซี 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแกร็บ ประเทศไทย โดยมิได้แสดงอาการป่วยแต่อย่างใด จากนั้นเดินทางกลับสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา

 

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรค ทางบริษัทได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อระบุตัวตนของบุคคลที่พนักงานคนดังกล่าวได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วย โดยได้จัดให้พนักงานแกร็บ ประเทศไทย ที่ได้ติดต่องานกับพนักงานคนดังกล่าวโดยตรงเข้ารับการตรวจเชื้อในโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วัน สำหรับพนักงานแกร็บ ประเทศไทย ที่ประจำอยู่ในสำนักงานจะปฏิบัติงานอยู่ที่บ้านตลอดทั้งสัปดาห์ ขณะที่ศูนย์บริการพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บ อาคารธนภูมิ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ