“บิ๊กโจ๊ก” บินไปอินเดียพร้อมครอบครัว เผยตั้งใจบวชแทนคุณบุพการีและขออโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวร ยันวางแผนลางานล่วงหน้านับเดือน ไม่ได้ปุบปับบวชชะล้างสิ่งไม่ดี ด้าน “วิษณุ” ยันยื่นใบลาไม่กระทบ เหตุไม่มีงานสำคัญให้ทำ ปัดตอบ ‘วิระชัย’ คัมแบ็กตร.

 

               เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 27 มกราคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี อดีต ผบช.สตม., นางสุมิตรา หักพาล มารดา, ภรรยา และญาติ รวม 12 คน เดินทางด้วยสายการบินไทยไปพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย คาดถึงพุทธคยา เวลา 16.00 น. โดยจะประกอบพิธิปลงผมนาค ที่ลานโพธิ์ 935 พุทธคยา รวมทั้งซ้อมขานนาค 

 

               ส่วนพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) เวลา 07.45 น. จะมีพิธีแห่นาคไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อประกอบพิธีบรรพชาเป็นสามเณร จากนั้นช่วงบ่ายประกอบพิธีอุปสมบทที่พระอุโบสถ โดยจะบวชเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ต้องการบวชให้ตัวเอง บวชทดแทนคุณบิดามารดา เพราะไม่เคยบวชเรียนมาก่อน 

 

               “ผมวางแผนไปบวชที่อินเดียมาก่อน โดยลางานล่วงหน้ากับต้นสังกัดนับเดือนแล้ว และความจริงจะเดินทางเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา แต่บิดาป่วยหนักต้องผ่าตัดใหญ่วันนั้นพอดี จึงเลื่อนมาวันนี้(27 ม.ค.) โดยมีน้องชายและเพื่อนร่วมบวชด้วย” ​พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าว

 

               ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นการบวชเพื่อชะล้างสิ่งไม่ดีเนื่องจากมีมรสุมชีวิตถาโถมใช่หรือไม่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ บอกว่าไม่ใช่บวชล้างสิ่งไม่ดี แต่บวชด้วยความตั้งใจ เพราะเคยลงชื่ออุปสมบทมาแล้วหลายครั้งแต่ติดภารกิจจึงยังไม่ได้บวช ประกอบเป็นคนชอบทำบุญ ศรัทธาในพุทธศาสนา ครั้งนี้จึงตั้งใจบวชให้สำเร็จไม่เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น กรณีผู้บังคับบัญชามีคำสั่งกำชับมาเรื่องระเบียบวินัย ก็ต้องปฏิบัติตาม           

 

               “การบวชครั้งนี้นอกจากจะทดแทนพระคุณพ่อแม่แล้ว ก็พยายามจะอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย คืนนี้จะนอนวัดเพื่อทำจิตใจให้แจ่มใส และทำพิธีในวันพรุ่งนี้” ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

 

               มีรายงานว่าหลังประกอบพิธีอุปสมบทเสร็จสิ้นจะไปจำวัดที่วัดไทย โดยมีกำหนดลาสิกขาวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

 

               ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบว่า ปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้รายงานมาให้ทราบว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ลาพักผ่อนเพื่อไปอินเดีย แต่ไม่ได้ระบุว่าไปบวชหรือไปทำอะไร ถือเป็นการใช้สิทธิ์ของเขา เขาจะทำอะไรก็ได้ แต่ถือเป็นคนละเรื่องกับการลาบวช

 

               เพราะลาบวชมีหลักเกณฑ์ว่าข้าราชการ 1 คนสามารถลาได้ 1 ครั้งเท่านั้น และเข้าใจว่าเขาไม่ได้ใช้สิทธิ์ลาบวช ซึ่งการลาพักผ่อนมีสิทธิ์ลาได้ปีละ 10 วัน และเก็บสะสมได้ แต่หากจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวไปบวชก็ไม่ผิด เพราะเมื่อลาแล้วจะไปทำอะไรก็ได้ ไม่ทราบว่าเขาไปบวชจนกระทั่งสื่อมาบอก

 

               อย่างไรก็ตาม​การลาครั้งนี้จะไม่กระทบกับการทำงานที่ได้รับมอบหมายอยู่ เพราะตามคำสั่งสำนักนายกฯ ระบุไว้ชัดว่าในระยะนี้ไม่ให้รับผิดชอบงานสำคัญ

 

               ส่วนกรณี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ให้มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ทราบเพียงว่าเขามารายงานตัวกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเขาได้รับมอบหมายงานอะไร สำหรับการมาช่วยงานราชการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร มีมาตั้งแต่ในอดีต อดีตผบ.ตร.ก็เคยมี บางส่วนได้กลับไปบ้าง

 

               ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้หากมีการสอบสวนเสร็จแล้วจะต้องให้กลับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวโดยตรงกับการสอบสวน และการสอบสวนเป็นหน้าที่ของตำรวจ เพราะฉะนั้นต้องประสานกันเองว่าสอบสวนไปถึงไหนแล้ว

 

               การสอบนั้นเป็นเหตุหนึ่งที่ต้องออกคำสั่งให้มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จะกลับก่อนสอบสวนเสร็จ หรือสอบสวนเสร็จแล้วค่อยกลับ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ทราบ แล้วแต่นายกฯ ที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้

 

               เมื่อถามว่าการถูกคำสั่งในลักษณะนี้มองได้หรือไม่ว่าโอกาสที่จะกลับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติริบหรี่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่กล้ามอง

 

               ส่วนนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ส่งหนังสือลาล่วงหน้ามาแจ้งก่อนที่จะมีคำสั่ง สำนักนายกฯ ฉบับล่าสุด เพื่อแจ้งขอลากิจส่วนตัว ตามกำหนดราชการที่สามารถกระทำได้โดยไม่ได้ระบุสาเหตุของการลาแต่อย่างใด

 

               รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ส่งใบลาถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อขอลาพักผ่อนและขอเดินทางไปต่างประเทศ คือประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 27 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2563 หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 23 มกราคม 2563 โดยเป็นไปตามถูกต้องตามระเบียบราชการ

 

               ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง พล.ต.อ.วิระชัย  กรณีมือมืดปล่อยคลิปเสียงสนทนาเกี่ยวกับคดีที่มีคนบุกยิงรถของพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ว่ากรณีนี้มีความชัดเจนในเรื่องข้อกล่าวหา พล.ต.อ.จักรทิพย์  ไม่ได้กำหนดกรอบการสอบสวนไว้คงปล่อยให้ทางจเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ 

 

               “ผู้ที่ถูกตรวจสอบเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่จึงมีการออกคำสั่งซึ่งก็เป็นปกติ โดยในหนังสือการตั้งกรรมการสอบมีรายละเอียดเรื่องเหตุผลความจำเป็น การปฏิบัติ ส่วน พล.ต.อ.วิระชัย จะยังกลับมาเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อีกหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้” รองโฆษก ตร.ระบุ