เรื่องราวของเภสัชกรท่านหนึ่ง ที่ถูกแชร์เป็นไวรัลในโลกออนไลน์ หลังจากที่ได้พูดคุยกับคนไข้วัย 85 ปี ซึ่งคุณยายท่านนี้มีความผิดปกติคือ มีรอยสีดำๆ เต็มใบหน้า จนตั้งคำถามว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ และเมื่อได้สอบถามถึงการใช้ชีวิตของคุณยายท่านนี้ ทำให้เภสัชกร อ๋อ.. และหายสงสัย พร้อมกับรีบเตือนคุณยายอย่างเร่งด่วน 

 

นี่คือบทสนทนาที่เภสัชกรท่านนี้ ได้พูดคุยกับคุณยายวัย 85 ปี ที่ชอบมาหาคุณหมอที่ศูนย์ 34 เป็นประจำ ซึ่งเราจะได้เจอและพูดคุยกัย 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งในตอนแรกจากการสังเกตเห็นความผิดปกติของใบหน้าของคุณยายท่านนี้ เภสัชกรสาวคิดว่า เกิดจากความแก่ชรา แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ มันแปลกๆ เพราะลักษณะรอยของสีดำนั้นจะเป็นกระจุก เหมือนกับการที่ร่างกายสะสมอะไรบางอย่าง

 

เภสัชกร : ช่วงนี้มีกินยาอะไรหรือเปล่า? 

 

อาม่า : ไม่ได้กินยาอะไรเลย

 

เภสัชกร : แล้วช่วงนี้นอนหลับดีไหม?


อาม่า : นอนหลับดีแต่ท้องอืดบ่อยมาก แน่นท้องบ่อย ต้องมาขอยาเภสัช ยาขับลมไปกินจึงค่อยดีขึ้นแต่ก็แน่นท้องมากๆ
 

เภสัชกร : ถ่ายอุจจาระเป็นไงบ้างช่วงนี้?

อาม่า : ถ่ายสีดำ - เทาๆ

 

เภสัชกร : ทำไมถ่ายสีดำๆ เทาๆ กินอะไรดำๆ หรือเปล่า เช่น คาร์บอน ยาถ่าน สีดำแก้ท้องเสีย?

อาม่า : ไม่ได้กินนะ 

 

เภสัชกร : อาม่ากินอะไรแปลกไป หรือ กินอะไรเสริมที่ไม่เหมือนพวกเราไหม?


อาม่า : ก็กินข้าวนะ 

 

เภสัชกร : ข้าวสวย หรือ ข้าวต้ม?


อาม่า : ข้าวต้ม... แต่ 2 เดือนนี้ลูกเขาเอางาดำมาเป็นถุงใหญ่ๆ มาโรยในข้าวต้มเป็นกำมือเลย เขาบอกว่าทางทีวีบอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะ กินทุกมื้อดีมากๆ

 

เมื่อถึงประโยคนี้เภสัชกรก็ถึง "บางอ้อ" ทันที หารู้ไม่ว่า "ลูกจะฆ่าแม่แล้ว" ทั้งนี้ "งาดำ" ห้ามเอามากินเป็นอาหารหลักและกินทุกวันในสัดส่วนที่มาก เพราะจะเกิดโทษอย่างมหันต์ ซึ่งโทษของ "งาดำ" นั้นมีมานานแล้ว เพราะ "งาดำ" มีน้ำมันมาก มีสารชนิดหนึ่งที่คั่วแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วและเหม็นหืนมาก

 

"งาดำ" มีธาตุทองแดง (Copper) สูงมาก ดังนั้น เมื่อกินงาดำมาก ๆ ร่างกายจะสะสมทองแดงมหาศาล เพราะทองแดงเป็นสารที่เสถียรสูงมาก เป็นรองแค่ทองเท่านั้น ฉะนั้นหากกิน "งาดำ" เข้าไปทุกมื้อ อาจถึงตายได้ เนื่องจาก "งาดำ" มีไฟเบอร์สูงมากเกินไป ย่อยยาก จึงทำให้ 'อาม่า' แน่นท้องตลอดเวลา ต้องกินยาขับลมในคนแก่ กระเพาะก็ไม่มีน้ำย่อยแล้วหายไป 80% ดังนั้น ร่างกายไม่ย่อย เพราะ "งาดำ" สะสมในร่างกายและมีทองแดงมาก มีความเป็นพิษสูง จนกระทั่งไปสะสมอยู่ที่ใบหน้า เพราะใบหน้ารอยเลือดจะเห็นง่าย เห็นชัด และผิวบาง

 

เมื่อ "งาดำ" มีน้ำมันวิตามินอีสูง ก็แทรกซึมเข้าชั้นไขมันในผิวหนัง ใบหน้าจึงมีรอยดำ ตามด้วยการแน่นท้อง ถ่ายดำ และที่สำคัญ ดวงตาของ 'อาม่า' มีรอยรอบๆ กระจกตาเป็นวงเขียวๆ ของทองแดงเห็นชัดมาก ทำให้เริ่มตามัว มีน้ำตา

 

งานนี้ เภสัชกรท่านนี้ได้แนะนำให้ 'อาม่า' ให้หยุดกิน "งาดำ" โดยด่วน แล้วกินน้ำมากๆ พร้อมบอกลูกให้หยุดเชื่อโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณของ "งาดำ" นอกจากนี้เภสัชกรยังบอกว่า เคยพบเคสที่เด็กอนุบาลเสียชีวิตเพราะคุณแม่ป้อนลูกด้วยข้าวผสมงาดำทุกมื้อด้วย ก่อนหน้านี้

 

 




 

 

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เพจดังอย่าง Drama-addict ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า หลังจากที่มีชาวโซเชียลหลังไมค์มาปรึกษาหลายท่านเกี่ยวกับเรื่องโทษของ "งาดำ" ซึ่งเพจจ่าพิชิตก็ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน สำหรับ "งาดำ" นั้น ถ้ากินตามปกติจะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เป็นอาหารที่ดีและมีประโยชน์กับร่างกายมาก พร้อมแนะนำกินประมาณ 15 กรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่กำลังดี ส่วนเคสที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์นั้น เพจจ่าระบุว่า อาการยังไม่เหมือนทองแดงคั่งในร่างกาย ฉะนั้น จึงยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันแน่ชัดว่า "งาดำ" มีโทษตามที่ชาวโซเชียลแห่แชร์กันจริงหรือไม่ 

 

 

เภสัชฯ เตือนปมลูกเอางาดำให้อาม่ากิน เพจดังระบุอย่าตื่นตระหนก

 

ด้านเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน โดยบอกว่า งาดำ มีข้อจำกัดในการกิน แต่ไม่น่าจะเป็นอันตรายขนาดที่แชร์กันครับ 

 

งาดำ นั้น เป็นพืชที่มีคนนำมาใช้ประโยชน์นานมากแล้ว โดยคนอินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซีย จะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อปรุงอาหาร ส่วนชาวยุโรปจะนำงามาทำเค้ก ไวน์ และนํ้ามัน

ประโยชน์และสรรพคุณงาดำ มีตั้งแต่ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ช่วยระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุน แก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ ปวดบวม ลดการอักเสบ เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมัน ลดความอ้วน ฯลฯ

ในเมล็ดงานั้น มีน้ำมันอยู่ราว 45-55% ประกอบด้วยกรดไขมันเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid นอกจากนี้ยังมี สารกลุ่ม lignan ชื่อ Sesamin , sesamol, d-sesamin, sesamolin และสารอื่นๆ เช่น sitosterol

งาดำ มีแร่ธาตุหลายตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ ธาตุแคลเซียม เหล็ก ซีลีเนียม ฟอสฟอรัส สังกะสี โพแทสเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส รวมถึงธาตุทองแดงด้วย ซึ่งในงาดำ 100 กรัมมี ธาตุทองแดง 4.082 มิลลิกรัม ถือว่าสูงดี เมื่อเทียบกับธัญพืชอื่น แต่ก็ไม่ได้สูงมากมาย จนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

การบริโภคงาดำ ร่วมกับอาหารปกติ จึงไม่น่าอันตรายอย่างไร .. ถึงกระนั้น ก็มีข้อควรระวังในการบริโภคงาดำอยู่บ้าง ดังต่อไปนี้

- งา อาจทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเกินไป ในผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ

- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่ต้องผ่าตัด ควรระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลให้ระดับของน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป

- บางราย อาจมีอาการแพ้ได้ เช่น ลมพิษ ริมฝีเปลือกตาปากบวมแดง คันจมูก หายใจลำบาก ความดันโลหิตลดลงจนช็อกหมดสติ โดยอาจเกิดขึ้นทันที หลังจากรับประทาน 90 นาที

- หากกินมากเกินไป จะทำให้เกิดการระบายมาก จนนำไปสู่อาการท้องร่วงได้

สรุป คือ อย่าเพิ่งแตกตื่นตกใจมากเกินไป จนเลิกกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างงาดำ เพียงแต่ว่าควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรจะเคี้ยวให้ละเอียดด้วยครับ