คมชัดลึกออนไลน์ 29 มีนาคม 2563
คมชัดลึกออนไลน์
ข่าวทั่วไป

"อนาคตใหม่"เปิดร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ปลดล็อกผูกขาดกินรวบ

14 มกราคม 2563 - 17:31 น.
สุราก้าวหน้า,พรบสุราก้าวหน้า,เปิดตัว,อนาคตใหม่
ข่าวทั่วไป

Shares :
เปิดอ่าน 360 ครั้ง

"อนาคตใหม่" เปิดตัวร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า หวังปลดล็อกอุตสาหกรรมสุราออกจากการผูกขาดกินรวบ


คลิปที่ 1

                                 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 พรรคอนาคตใหม่ นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, และนายวรภภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า โดยคาดจะส่งร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ก่อนการปิดสมัยประชุมสภาในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

คลิปที่ 2

                                

 


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

                                 นายเท่าภิภพขึ้นพูดถึงอุปสรรคของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในวงการสุราประเทศไทย ในฐานะอดีตผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ โดยกล่าวว่า อุปสรรคแรกคืออุปสรรคทางความคิด ทุกคนต่างคิดว่าเราคงต้องเป็นบริษัทใหญ่ถึงจะทำสุราขายได้ ซึ่งตนก็เคยคิดแบบนั้น แต่วันหนึ่งได้มีโอกาสชิมรสชาติเบียร์ยี่ห้อหนึ่งจากต่างประเทศ เสมือนเป็นการเปิดโลกให้เห็นถึงความหลากหลายของเครื่องดื่มชนิดนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลงมือผลิตเบียร์ยี่ห้อของตนเอง โดยหวังสร้างให้เป็นธุรกิจด้วย 

 

                                 แต่ในที่สุดความฝันสร้างธุรกิจคราฟต์เบียร์ก็ต้องยุติ เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพสามิตบุกเข้าจับ ถึงได้รู้ว่าธุกิจที่คิดสร้างนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะขัดต่อกฎหมายที่กำหนดว่า ผู้ผลิตเบียร์ต้องมีกำลังผลิตถึง 10 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดา  สิ่งนี้นำไปสู่คำถามในสังคมเช่นกัน ว่าเราจำเป็นต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้ามาทำได้ด้วยหรือไม่

 

                                 เท่าภิภพเล่าต่อ ว่าจากการได้ลงพื้นที่มากมายเมื่อมาทำงานการเมือง ตนได้พบกับคนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสุราชุมชน สุราพื้นบ้านในประเทศไทย ผู้ผลิตเบียร์คราฟต์ที่ต้องระหกระเหินไปทำที่เมืองนอก เมื่อได้พูดคุยกัน พบว่าคนจำนวนมากมีปัญหาใกล้เคียงกัน และเห็นด้วยในเรื่องความไม่เท่าเทียมของกฎหมายที่มีอยู่

                                 “การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมสุรารายย่อยจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงผลผลิตเหลือๆ ของทางการเกษตรให้มาอยู่ในขวด เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยทำให้ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น และที่สำคัญคือ จะเป็นการเปลี่ยนประเทศนี้ไปโดยสิ้นเชิง เป็นการทำลายกำแพงอุปสรรคทางความคิดและกฎหมาย เพราะสุราไม่ใช่เรื่องเดียวที่คนไทยถูกปิดกั้นและผูกขาด” นายเท่าภิภพกล่าว

                                 แน่นอนว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยมักจะยกข้อกังวลถึงเรื่องศาสนา สุขภาพ และอุบัติเหตุ ซึ่งตนเห็นด้วย แต่ตนมองว่านี่เป็นคนละเรื่องกันกับการปลดล็อกให้คนร่ายย่อยมาทำธุรกิจได้ และตนยังมองว่าการส่งเสริมให้ดื่มอย่างปลอดภัย หรือการศึกษาให้คนดื่มอย่างปลอดภัย ประกอบกับการใช้กฎหมายที่ดีและเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

 

 

 

 

                                 “พิธา” ชี้ปลดล็อกสุราจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.5 - 2 หมื่นล้านบาทต่อปี กระจายมูลค่าสู่เกษตรกร-ธุรกิจรายย่อย

                                 ด้านนายพิธาได้กล่าวถึงการผลักดันกฎหมายปลดล็อกสุรา ในฐานะของการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าทางการเกษตร และการสร้างเศรษฐกิในประเทศไทย โดยระบุว่าประสบการณ์แรกๆ ที่ทำให้ตนได้เห็นถึงโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย คือการเดินทางไปโอกินาวาและพบกับเหล้า “อาวาโมริ” ซึ่งถ้ายังจำกันได้เมื่อสองเดือนที่แล้วตนมีโอกาสอภิปรายในสภาด้วย

                                 ในครั้งนั้นตนพูดมาจากประสบการณ์จริง เหล้าอาวาโมริเ่กิดขึ้นเมื่อ 600 ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่คนญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเอาข้าวจากประเทศไทยไปทำเหล้าของเขา ข้าวที่ใช้คือข้าวอินดิก้า คือข้าวยาวที่ประเทศไทยมีอยู่จำนวนมาก

                                 40 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกข้าวอินดิก้าไปญี่ปุ่นทั้งหมด 2 แสนตัน ตกกิโลกรัมละ 10-20 บาทแล้วแต่ช่วงเวลา แล้วญี่ปุ่นก็ส่งออกเหล้าอาวาโมริกลับมาขายให้กับพวกเรา คิดเป็นลิตรแล้วตกลิตรละ 2,500 บาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มถึง 170 เท่า นี่คือผลผลิตที่มาจากวัตถุดิบไทยที่คนไทยมองข้าม แต่คนต่างชาติเห็นมูลค่าของมันมานานกว่า 600 ปี 

 

 

 

                                 จากการเดินทางของตนในช่วงที่มาเป็นนักการเมืองนั้น ได้พบกับความหลากหลายของเหล้าพื้นบ้านในทุกภาคทั่วประเทศ ขนาดมีการปิดกั้น ยังมีเหล้ากลั่นอยู่ประมาณ 2,000 โรง คราฟต์เบียร์ 70 ยี่ห้อ นี่คือสิ่งทีเ่ป็นศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยที่กำลังรอการปลดปล่อยอยู่

 

                                 นายพิธากล่าวต่อว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นน้ำเมา แต่มันคือเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น มันคือเรื่องประวัติศาสตร์ มันคือสูตรและความลับทางการค้า มันคือคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ และแน่นอนมันคือเรื่องเศรษฐกิจ ที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำในประเทศไทยได้ และนี่คือเรื่องของเครื่องหมายทางการค้าและภาษีที่ประเทศไทยจะได้รับ

 

                                 ยกตัวอย่างถึงเหล้าสะเอียบ ที่ จังหวัดแพร่ เหล้าสะเอียบเสียภาษีให้สรรพสามิต 400 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นยอดขายประมาณ 1 พันล้านบาท ขนาดมีกฎหมายกดทับขนาดนี้ ขนาดที่ยังไม่มีการเปิดรับกับอุตสาหกรรมขนาดนี้ ยังสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล เหล้าสะเอียบเป็นภูมิปัญญาที่มีมานานกว่า 200 ปี ในหนึ่งขวดใช้ข้าวเหนียวถึง 1 กิโลกรัม ผลิตจนข้าวเหนียวหมดจังหวัด ต้องไปซื้อมาจากภาคอีสาน

 

 

 

                                 นายพิธากล่าวต่อถึงมูลค่าตลาด โดยระบุว่าคราฟต์เบียร์มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 122-180 ล้านบาท หรือประมาณ 0.01% ของมูลค่าตลาดเบียร์ทั้งหมดในประเทศ ส่วนสุราชุมชน มุลค่าตลาดอยู่ที่ 2,800-3,200 ล้านบาท เก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตจากสุราชุมชนได้ประมาณปีละ 1 พันล้านบาท

 

                                 พิธายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับบางคนที่เป็นนักธุรกิจอาจจะไม่ตื่นเต้นกับตัวเลขนี้  แต่ในแง่การเจริญเติบโต คราฟต์เบียร์ที่นำเข้าจากออสเตรเลียและกัมพูชามีการเจริญเติบโตที่สูงมาก คำถามคือถ้าปลดล็อกแล้วเราจะได้อะไรบ้าง ตนชวนคิดง่ายๆ ในปัจจุบันเบียร์มีมูลค่าในตลาดอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท สุราชุมชนอยู่ที่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ถ้าเราปลดล็อกเรื่องของเบียร์แล้วให้คราฟต์เบียร์เป็นเพียง 1% ของส่วนแบ่งในตลาดที่ทุนใหญ่ครองอยู่ทุกวันนี้ ก็เท่ากับคราฟต์เบียร์มีโอกาสที่จะโตได้ขึ้นถึง 11 เท่าเป็นอย่างน้อย

 

                                 ส่วนสุราชุมชน ทุกวันนี้สุราชุมชนกว่า 50 เปอร์เซ็นต์อยู่นอกระบบ ถ้าเราปลดล็อกแล้วเอาทุกคนมาอยู่ในระบบได้ มูลค่า 3 พันจะกลายเป็น 6 พันทันที และถ้าธุรกิจเติบโตเท่าที่เหล้าสะเอียบเคยทำได้ หรือโตแค่สองเท่า ส่วนแบ่งตลาดจะเป็นแค่ 7% แต่มูลค่าจะกลายเป็น 12,000 ทันที

 

 

 

                                 “เมื่อนำมูลค่าเหล่านี้มาบวกเพิ่มกับภาษีสรรพสามิตที่เคยอยู่นอกระบบ บวกกับการลงทุน การจ้างงาน เราจะได้มูลค่าทั้งหมดอย่างต่ำ 1.5 หมื่นล้านบาท อย่างกลาง 1.8 หมื่นล้านบาท และอย่างสูง 2 หมื่นกว่าล้านบาทที่จะป้อนเข้าสู่เศรษฐกิจไทย ถ้ามีการปลดล็อกตรงนี้ ให้สิทธิชุมชนและภูมิปัญญาของชาวบ้านได้กลับมา ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ก็จะเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่น่าจะเพิ่มให้กับเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในตอนนี้ได้” นายพิธากล่าว

                                 นายพิธากล่าวต่อว่าการแถลงข่าววันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ยังมีงานต้องทำอีกมากมาย ทั้งการเผยแพร่ความรู้ การศึกษา การรับฟังความคิดเห็น ตนมีแผนงาน จะเดินทางไปดูสุราพื้นบ้านที่อีสานและภาคเหนือในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และหวังว่าจะสามารถนำเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาได้ก่อนการปิดสมัยประชุมนี้

 

คลิปที่ 3

 

 

 

                                 “วรภพ” เปิดสามเนื้อหาหลักร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า ยกเลิกข้อกีดกัน-ปรับภาษีขั้นบันได-ปลดล็อกปรุงแต่งสุรา

 

                                 ด้านนายวรภพ ได้กล่าวถึงที่มาของการผูกขาดสุรา และรายละเอียดเบื้องต้นที่พรรคอนาคตใหม่จะมีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการผูกขาดสุรา ซึ่งแม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่สาระสำคัญที่ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนไปไหน ก็คือการกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าสู่ตลาดได้

 

                                 สิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมา ตั้งแต่การกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำของเบียร์ 10 ล้านลิตรต่อปี ของสุรา 3 หมื่นลิตรต่อวัน กำหนดให้เบียร์ต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือการกำหนดเกณฑ์สำหรับการผลิตสุราชุมชน ที่ให้ไม่เกิน 5 แรงม้า ใช้คนงานไม่เกิน 7 คน

 

                                 มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากกฎหมายลักษณะนี้กำลังกำหนดว่าสุราชุมชนขนาดเล็กไม่มีวันและไม่มีโอกาสที่จะเติบโตแข่งขันกับผู้เผลิตที่มีอยู่แล้วซึ่งเป็นกลุ่มทุนพันล้านได้เลย นั่นคือที่มาว่าทำไมเราจึงเสนอยกร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า

 

 

 

 

                                 ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีสาระสำคัญสามประเด็น ประกอบไปด้วย 1.การแก้ไขมาตรา 153 ของ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ห้ามกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาผลิตสุรา ห้ามจำกัดกำลังการผลิต กำลังการผลิตของเครื่องจักร และจำนวนคนงาน 2.การทำโครงสร้างภาษีขั้นบันไดตามขนาดกำลังการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถทำธุรกิจแข่งขันภายใต้โครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่และต่างประเทศได้ 3.ปลดล็อกการปรุงแต่งสุรา จากการแต่งกลิ่นแต่งสี และหมักสมุนไพรต่างๆ ได้ นี่คือโอกาสที่เราจะเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าทางการเกษตรในประเทศไทย

 

 

 

 

                                 “ธนาธร” ปิดท้าย ชี้ไทยยังต้องหนุนทุนใหญ่ แต่ต้องดันออกไปแข่งกับโลก ไม่ใช่มาปิดกั้นโอกาสคนไทย-ธุรกิจขนาดกลาง-รายย่อย

 

                                 ส่วนนายธนาธร กล่าวว่าในสิ่งที่เรานำเสนอวันนี้ เป็นเพียงด้านหนึ่งที่สะท้อนปัญหาของทุนผูกขาดในประเทศไทย ซึ่งตนอยากพาทุกคนมาดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เอื้อกับกลุ่มทุนผูกขาด และบทบาทของกลุ่มทุนใหญ่ที่ควรจะเป็น

 

                                 นายธนาธรกล่าวว่าถ้าเราย้อนกลับไปหลังการทำรัฐประหารปี 2557 มีการประกาศโมเดลเศรษฐกิจแบบประชารัฐขึ้นมา ภาครัฐกับกลุ่มทุนใหญ่ร่วมกันผลักดันนโยบายต่างๆ  มีการจับคู่ระหว่างผู้นำฝ่ายรัฐบาลกับตัวแทนจากภาคเศรษฐกิจ/ฝ่ายเอกชน นี่คือโมเดลที่การให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นหัวหอกเศรษญกิจ ร่วมกำหนดนโยบาย โมเดลที่มุ่งการเปิดเสรีเพื่อดึงต่างชาติมาลงทุน ดึงทุนต่างชาติมาโดยไม่คิดจะพัฒนาเทคโนโลยีสร้างอุตสาหกรรมของตัวเอง และโมเดลการดูแลคนยากไร้ด้วยการให้เงินผ่านระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

                                 แต่ปัญหาคือ การพัฒนาภายใต้โมเดลนี้ จะส่งผลในระยะยาวสี่ด้าน คือ 1. จะมีแนวโน้มการผูกขาดในธุรกิจต่างๆ มากขึ้น 2. อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนเสียงดังกว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงขึ้น 3. ภายใต้การพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ การเติบโตของประเทศไทยจะเป็นไปโดยไร้เทคโนโลยีของตัวเอง 4. การกดทับปิดกั้นสิทธิเสรีภาพที่ดำรงอยู่อย่างแพร่หลายในสังคมไทยตอนนี้  จะนำไปสู่การกดทัพศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

     

                                 นายธนาธร กล่าวต่อไป ว่าคำถามคือกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศที่กำลังพัฒนาควรจะเป็นอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเราหนีไม่ได้เลยที่จะต้องมีกลุ่มทุนใหญ่ แต่บทบาทของกลุ่มทุนใหญ่ควรจะเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐควรจะทำคือการทำให้กลุ่มทุนใหญ่เติบโตและออกไปแข่งขันกับโลกภายนอกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี แล้วนำมูลค่าเพิ่มที่อยู้ในตลาดโลกกลับเข้ามาในประเทศไทย  ปล่อยให้การแปรรูปขั้นปฐมภูมิเป็นของธุรกิจขนาดเล็ก การแปรรูปขั้นทุติยภูมิเป็นของธุรกิจขนาดกลาง แล้วแข่งขันกันด้วย supply chain



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ