เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก @พลังประชารัฐ นายศาสตรา ศรีปาน ว่าข้อความนี้เป็นของชาวเน็ตท่านหนึ่ง ส่วนตนเอามาแชร์เพื่อสะท้อนความคิดของคนคนหนึ่ง ให้เป็นอีกมุมมองครับ เห็นป้ายวลี “ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด” แล้วคันหัวใจ ขอล่อเป้าให้เด็กๆ รุมด่าสักทีเหอะ ทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วขยายใหญ่โตส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะองคาพยพของการเมืองในประเทศ อันนี้ยอมรับเลย แต่เมื่อมาถึงเรื่องการระบาดของ COVID- 19 ยังไม่เห็นเลยว่าสาเหตุส่วนไหนที่เป็นความโง่ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดขึ้น ที่เห็นๆมานั้น มันเป็นความโง่ของประชาชนล้วนๆ ลองมาดูกันทีละเรื่องนะครับ

 

 

 

ส.ส.แชร์โพสต์ปชช.โง่จะตายกันหมด

               นายศาสตรา ระบุต่อว่า การปิดประเทศได้ยินพลเมืองขี้ตกใจร่ำร้องจะให้ปิดประเทศกันตั้งแต่มีคนไทยติดเชื้อโคโรนาไวรัสใหม่สัก 20 คนได้มั้ง ถามจริง คนพูดพร่ำๆ ให้ปิดประเทศกันน่ะเข้าใจความหมายและผลกระทบของการปิดประเทศกันหรือเปล่า ลองคิดหรือเปล่าว่าด้วยเศรษฐกิจแบบนี้และเราปิดประเทศ ธุรกิจเอกชนจะชิบหายแค่ไหน คนตกงานแค่ไหน และจะมีคนอดตายมากแค่ไหน รัฐบาลปกปิดตัวเลขผู้ป่วยที่แท้จริง!! คนที่สามารถพูดแบบนี้ได้จะต้องเป็นคนโง่ระดับ 75% ใช้ล้างมือฆ่าเชื้อแทนแอลกอฮอล์ได้เลย ประเทศนี้เมืองนี้มันปกปิดอะไรได้ที่ไหน การติดเชื้อไข้หวัดเพิ่มขึ้นจนเอาไม่อยู่แล้ว เพราะผู้นำโง่!! เอ็งนั่นแหละโง่! มีประเทศไหนที่ตัวเลขคนติดเชื้อไม่เพิ่ม จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ ผู้นำประเทศที่ว่ามาคงจะโง่ชิบหายวายวอดเลยสิ เพราะประเทศเขามีตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกวันในระดับยกกำลัง

               “การติดเชื้อเพิ่มขึ้นของประเทศไทยทุกวันนี้ลอตใหญ่ๆ เกิดจากความโง่ของประชาชนล้วนๆ จะต้องยกตัวอย่างให้ดูหรือไม่ ไม่ต้องมั้ง หรือจะยกซะหน่อยก็ได้ เพราะดูจากสติปัญญาของคนติดแฮชแท็กนี้แล้วไม่แน่ใจว่าจะเก็ตหรือเปล่า เริ่มต้นที่คนไปเที่ยวประเทศเสี่ยงมา ตอนนั้นแค่เสี่ยงเล็กๆ แต่ก็เริ่มแล้ว กลับมาแทนที่จะกักตัวเองตามคำแนะนำ ไม่กักตัว เมื่อโรคระบาดไปทั่วยังมีคนเสียดายเงินค่าจองตั๋วมากกว่าชีวิต ดันทุรังไปเที่ยวญี่ปุ่นไปเที่ยวยุโรป สรุปด้วยความอ่อนใจว่าในขณะที่มีศัตรูรุกรานมาถึงหน้าบ้าน ถ้าคนไทยยังแยกแยะไม่เป็นแบบนี้ เอาความเชื่อทางการเมืองมาสับสนวุ่นวายกับทุกเรื่องแบบนี้ เราคงไปไม่รอดหรอก เมื่อไรที่เราจะเข้าใจกันว่าศัตรูของเราคือเชื้อโรค ไม่ใช่เพื่อนบ้าน ไม่ใช่คู่ค้า ไม่ใช่ผู้นำ บางทีเราอาจจะรอด และถ้ามันจะไปไม่รอด อย่าไปโทษใคร ประชาชนนั่นแหละ”

พปชร.ยันโพสต์ด่าส่วนตัวไม่เกี่ยวพรรค

               เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีนายศาสตรา โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีเนื้อหาที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ประชาชน พรรคพลังประชารัฐขอเรียนให้ทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้เป็นความคิดเห็นของพรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด ในเบื้องต้นพบว่าเป็นการกระทำส่วนตัวของบนเพจส่วนตัวของส.ส.ที่ได้แชร์ข้อความจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊กท่านอื่นมา แต่ถึงอย่างไรทางพรรคพลังประชารัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกับการกระทำดังกล่าว และขณะนี้พรรคได้ตักเตือนและดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

“ขอย้ำว่าพรรคพลังประชารัฐมีอุดมการณ์เพื่อประชาชนและทุกคำวิจารณ์ของประชาชนพรรคพลังประชารัฐ น้อมรับและดำเนินการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงเสมอ” น.ส.ทิพานันท์ กล่าว

ส.ส.สงขลายกมือไหว้ขอโทษแล้ว

               ต่อมานายศาสตรา ชี้แจงเรื่องนี้ว่าไม่ได้เป็นคนโพสต์ข้อความนี้แต่เป็นเพียงการนำข้อความของชาวเน็ตคนหนึ่งที่ได้โพสต์ไว้มาแชร์ต่อเท่านั้น เพื่อสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นในมุมมองหลายๆด้านเกี่ยวกับโควิด-19 และผู้ที่โพสต์ข้อความนี้ก็ได้ลบออกไปแล้ว แต่เป็นส.ส.ซึ่งอยู่ในที่แจ้งทำให้ถูกโจมตีและเข้าใจผิดว่าเป็นผู้โพสต์ ส่วนแคปชั่นที่เขียนว่า “ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด” ที่ทำให้ประชาชนอ่านแล้วสะเทือนใจและถูกวิจารณ์อย่างหนักนั้น ก็ไม่ได้เป็นคนพิมพ์ด้วย เป็นการนำมาแชร์ต่อเช่นกัน และหลายคนอาจมองว่าตนเป็นคนนำมาโพสต์ แต่ขอยืนยันว่าเป็นเพียงการแชร์ต่อข้อความที่มีการเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์เท่านั้น

               จากนั้นนายศาสตราได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน โดยกล่าวว่าหากเรื่องนี้สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนตนขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว น้อมรับคำติชมทุกคำ และขอบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับพรรคแต่อย่างใด หลังจากนี้จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป

 

 

 

แจงค่าแรง400-ป.ตรี2หมื่นทำยาก

               วันเดียวกัน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีโซเชียลมีเดีย แชร์ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กของพรรคเรื่องนโยบายการหาเสียงก่อนเลือกตั้งที่โพสต์ไว้เมื่อ 1 ปีที่แล้ว เช่น นโยบายผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีผลักดันให้มีเงินเดือน 20,000 บาท และผู้ที่จบอาชีวะ 18,000 บาท ว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตอนหาเสียงตั้งใจทำตามสิ่งที่พรรคนำเสนอไว้ แต่เมื่อมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเราต้องฟังพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งทุกพรรคมีนโยบายเป็นของตนเองและแตกต่างกัน จึงหารือกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และด้วยความที่พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำ ต้องเสียสละในหลายๆ นโยบายของเราที่อาจจะไม่ตรงกับนโยบายของพรรคร่วม เพื่อหานโยบายที่เป็นกลางมากที่สุด

               “เราตั้งใจทำสิ่งที่เราทำเสนอ ระยะสั้นอาจจะยังทำไม่ได้ ในเรื่องของค่าแรง สิ่งที่ควบคู่กันคือศักยภาพของแรงงาน ขณะนี้ยังผลักดันค่าแรงตามที่พูดไว้ไม่ได้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ผลักดันยากขึ้น กระทรวงที่พรรคดูแลอย่างเช่น กระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ พยายามพัฒนาศักยภาพของนักศึกษารองรับตลาดแรงงาน พรรคจะทำในส่วนที่พรรคทำได้ก่อน จะพยายามเร่งรัดนโยบายที่ทำได้ ไม่ได้ละทิ้ง ให้เชื่อมั่นว่าจะช้าหรือเร็ว บางอย่างต้องใช้เวลา” นายสนธิรัตน์ กล่าว

พปชร.ผุดไอเดียโรงเรียนการเมือง

               นายสนธิ แถลงต่อว่า พรรคจะจัดทำหลักสูตรพัฒนาบุคลากรของพรรคทางด้านการเมือง แต่ยังไม่ถึงขั้นเรียกว่าโรงเรียนการเมืองของพรรค ทั้งนี้เนื่องจากพรรคมี ส.ส.ใหม่เป็นจำนวนมาก เราจึงต้องพัฒนาส.ส.ให้ทำงานการเมืองอย่างเข้าใจ เช่น บทบาทการทำหน้าที่ในสภาหรือทำงานในพื้นที่ ถือเป็นการพัฒนาที่มีระบบการทำงาน ซึ่งพรรคไม่ได้ทำมาเลยหลังจากเลือกตั้ง โดยเปิดโอกาสให้ส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคเข้ามาอบรม ส่วนวิทยากรจะเชิญนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาให้ความรู้ในหัวข้อรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยจะจัดอบรมหลักสูตรสัปดาห์ละครั้งทุกวันพุธในช่วงปิดสมัยประชุมสภานี้ โดยใช้เวลาอบรม 1 เดือน แต่ขณะนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะทุกฝ่ายกำลังช่วยแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด -19 อยู่ หากสถานการณ์ดีขึ้นจะดำเนินการหลักสูตรนี้ทันที

เผยปรับครม.เอาไว้ก่อน

               นายสนธิรัตน์ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องอื่นเก็บไว้ก่อน วันนี้เราต้องร่วมมือกันสู้กับไวรัสโควิด-19 และวันนี้ต้องให้กำลังใจนายกฯ ในการแก้ปัญหาโควิด-19 ก่อน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรากรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ขึ้นมาศึกษาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งมีเวลา 120 วัน ขณะนี้อยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ดังนั้นขอให้เป็นไปตามกระบวนการก่อน อย่างไรก็ตามยอมรับว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้มามีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่เป็นอุปสรรคก็ต้องรวบรวมความคิดเห็นเพื่อส่งไปยัง กมธ.จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่มีความเห็นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญส่งความเห็นของท่านไปยังกมธ.

ไม่ว่าเปิดสภาหารือโควิด

               นายสนธิรัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยืนยันเดินหน้าล่ารายชื่อ ส.ส.และ ส.ว.เพื่อยื่นเรื่องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ว่า เป็นเรื่องของสภาพิจารณา หากฝ่ายค้านเสนอว่าอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องหารือกันของ ส.ส.ซึ่งเรื่องนี้มีหลายความคิดเห็น โดยขณะนี้มีสองความคิดเห็น คืออยากให้เปิดและไม่อยากให้เปิด หากเปิดเพื่อหารือเรื่องการปัญหาโควิด-19 ก็จะทำให้เราสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

               เมื่อถามว่าเสียงฝ่ายค้านอาจจะไม่พอในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ทาง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะช่วยเพิ่มเสียงให้หรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า คงต้องมีการหารือก่อน เพราะเพิ่มทราบเรื่องดังกล่าว และยังเป็นความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรเปิดนั้น ถือเป็นความเห็นของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการหารือกันภายในพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง

พท.วอนเร่งเปิดสภาถกแก้โควิด

               น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ออกมาคัดค้านการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อหารือแนวทางการแก้วิกฤติของประเทศ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายรัฐบาลย่อมต้องกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของฝ่ายค้านที่ต้องการใช้เวทีรัฐสภาในการระดมความคิดเห็นร่วมกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยขณะนี้พรรคเพื่อไทยร่างญัตติขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเอาไว้เรียบร้อยแล้วและตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไปจะนำญัตติดังกล่าวไปขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทุกคนเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาคือประมาณ 246 เสียง ซึ่งลำพังเสียงของฝ่ายค้านมีไม่พออยู่แล้วจึงต้องขอความร่วมมือจากทุกคน หากครบถ้วนก็จะสามารถเปิดประชุมได้ จึงหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในการลงชื่อเพื่อขอเปิดประชุมครั้งนี้

               “ผมหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและส.ว.ทุกท่าน ในการร่วมแรงร่วมใจกันใช้เวทีสภาคลี่คลายวิกฤติของชาติ 4 เรื่อง คือ การหามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การแก้ปัญหาภัยแล้ง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน รวมทั้งปัญหาการชุมนุมของนักศึกษาที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างประชาธิปไตยให้ประเทศ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ยืนยันไม่มีทะเลาะนอกเรื่อง

               “ผมขอยืนยันด้วยเกียรติของฝ่ายค้านว่า หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ การอภิปรายของฝ่ายค้านจะมีแต่เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเท่านั้น ส่วนเรื่องวิวาทะหรือการสร้างวาทกรรมจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล สบายใจได้ว่าจะไม่ใช่เวทีโจมตีรัฐบาลอย่างเด็ดขาด” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

               ส่วนความกังวลว่าการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจะทำให้สมาชิกรัฐสภาที่มาประชุมเสี่ยงกับการติดโรค และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสนั้น ผมเห็นว่าพวกเราทุกคนอยู่ในวิสัยที่จะป้องกันตัวเองได้และเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่น่าจะห่วงใยพี่น้องประชาชนมากกว่า เพราะวันนี้ประชาชนอยู่อย่างหวาดกลัว ขาดความมั่นใจและต้องการใครสักคนเข้ามาช่วยกันคิดหาทางออกจากวิกฤติ ดังนั้นในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนของประชาชนจึงไม่ควรนิ่งดูดายแต่ควรช่วยกันคนละไม้ละมือในการใช้เวทีรัฐสภาระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาดีกว่าปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับวิกฤติการณ์แต่เพียงฝ่ายเดียว

‘ป้าธิดา’ชี้เสื้อแดงม็อบผ่านมา 10 ปี

               วันเดียวกัน นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้ วันที่ 13 มีนาคม 53 เป็นวันเริ่มต้นชุมนุมนัดพร้อมที่อนุสาวรีย์หลักสี่ ส่วนวันที่ 15 มีนาคม เป็นวันส่งมอบตำแหน่งประธาน นปช. อย่างเป็นทางการ (พ.ศ.2557) หลังจากที่ได้รับเป็นประธาน นปช.ในวันที่ 1 ธันวาคม 2553 รวมเวลาเป็นประธานนปช.3 ปีเศษ วันนี้อยู่กับบ้าน แต่ก็รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตไปกับภาพความทรงจำจากเฟซบุ๊ก หวังว่าเราคงไม่ลืมว่าคนเสื้อแดงมีมากเท่าใดดิฉันเชื่อว่าหัวใจคนเสื้อแดงนับล้านคนยังไม่เปลี่ยนแปลง ที่น่าชื่นใจคือคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมีความมุ่งมั่นมีอุดมการณ์เพื่อประชาชนกำลังเติบใหญ่และนี่คือวันนี้ที่รอคอยมานานนับสิบปีอย่าลืม 10 เมษา-19 พฤษภา ผ่านมาแล้ว 10 ปีค่ะ