รร.รัตนโกสินทร์ - 7 มีนาคม 2563 - สภาฯ ที่ 3 จี้เปลี่ยน "ผู้นำประเทศ"​ ก่อนตายกันหมด  เรียกร้อง "บิ๊กตู่" เสียสละเพื่อชาติ ลาออเปิดทาง แก้รธน.-สร้างความปรองดองในประเทศ ด้าน "พิชัย"  ซัดรัฐบาลโง่ คิดแต่แจกเงิน ไม่มีทางปัญหาใหม่ แนะทางออก เร่งลงทุนโปร่งใส-พลิกวิกฤตโควิค-19 เป็นโอกาสสนับสนุนธุรกิจเดลิเวอร์รี่ หวั่นศก.ไทยซบยาว

 

              คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับสภาที่ 3 จัดเวทีสนทนาชี้ทางออก ปัญหาชาติบ้านเมือง ภายใต้หัวข้อ ทางออก ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในยุคประชาลำเค็ญ โดยมีนักวิชาการประจำสภาที่ 3 เข้าร่วม 


 

 

 

 

 

จี้เปลี่ยนผู้นำประเทศ​ ก่อนตายกันหมด ซัดโง่คิดแต่แจกเงิน

 

                   โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปรากฎการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความเสี่ยง ที่คล้าย กับเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษา เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะมีขบวนการที่คล้ายกัน เช่น การใช้กระบวนการปฏิบัติการข่าวสารของทหาร (ไอโอ) เป็นต้น ทั้งนี้ตนมองว่าปัญหาของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ ความศรัทธา และความชอบธรรม เพราะพบการทุจริตเชิงนโยบาย ตั้งแต่การบริหารประเทศยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนี้ทางออกที่สภาที่ 3 เสนอไปยังรัฐบาลคือ คือ ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ เร่งสร้างความปรองดอง คลายความขัดแย้ง รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ควรเสียสละ ด้วยกาารลาออก

 

 

           ขณะที่นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่าตนผิดหวังกับกระบวนการในสภาฯ​เพราะพบการซื้อ-ขายตัว เหมือนตลาดขายวัว ขายควาย และเป็นสภาฯ ที่เห็นแก่เงิน โดยมีสาเหตุมาจากผู้ประประเทศ ที่ผิดสัญญา ที่ให้ไว้ในวันยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ที่จะปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และทำให้ประชาชนรัก สามัคคี แต่ผ่านมา 6 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเพียโฆษณาชวนเชื่อ ซื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ในอำนาจเท่านั้น

 

 

 

จี้เปลี่ยนผู้นำประเทศ​ ก่อนตายกันหมด ซัดโง่คิดแต่แจกเงิน

 

 

 

                ส่วนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวโดยเชื่อว่าประชาชนยุครัฐบาลปัจจุบันลำเค็ญกว่าที่เป็นมา เมื่อพิจารณาจาากดัชนีเศรษฐกิจของประเทศพบการติดลบ เพราะมีปัญหาการระบาดของไว้รัสโควิค-19 รวมถึงยังพบว่าสถิติคนจนของธนาคารโลกเพิ่มขึ้น กว่า 2 ล้านคน โดยยอดปัจจุบันพบว่ามีคนจนในประเทศกว่า 6.7 ล้านคน ทั้งนี้นายวีรพงษ์​ รามางกูร อดีตรองนายกฯ ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตรองนายกฯ เคยวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า เป็นผู้ที่มีความโง่เขลา เช่นเดียวกับมุมมองของนักศึกษาที่เคยมีตัวย่อและใช้แฮชแท็ค #ผนงรจตกม ที่แปลว่า ว่า ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตัวเอง แทนการตั้งคำถามกับบุคคลที่เคย ท้วงติงต่อการบริหารงานของรัฐบาล รวมถึงให้ความเห็นและวิจารณ์ภาวะของเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 

 

 

                "ภาวะต้มกบที่ผมเคยเตือน ท่านไม่ฟัง และมองว่าทฤษฏีกบต้มไม่เคยมี แต่สภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นยิ่งกว่ากบต้ม เพราะคนตกงานจำนวนมาก โรงงานหลายแห่งปิดตัว อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่ให้ทีมโฆษกของรัฐบาลและพลังประชารัฐ ออกมาตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์เศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความโง่เขลา ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในอนาคตผมเชื่อว่าจะซบยาว เนื่องจากไร้การลงทุน การท่องเที่ยวไม่เติบโต หากรัฐบาลคิดจะแจกเงินอย่างเดียว แม้ไม่ได้ผิด แต่แจกเป็นนิสัย เนื่องจากคิดหาแก้ปัญหาไม่ออก ทั้งนี้จำนวนเงินที่แจกเงิน หลักแสนล้าน แต่ขอบริจาคเงินจากประชาชน เพื่อสู้ไวรัสโควิค-19 ถือเป็นการย้อนแย้งอย่างเห็นได้ชัดและสะท้อนความโง่เขลา " นายพิชัยกล่าว 

 

 

                  นายพิชัย ให้ข้อเสนอแนะที่มองว่าเป็นทางออกของประเทศ ด้วยว่า รัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนและสร้างธุรกิจส่งของที่จำเป็นต้องใช้ถึงบ้าน หลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิค-19 ระบาดอย่างหนัก นอกจากนั้นกรณีที่สหรัฐอเมริกา เตรียมพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) รัฐบาลต้องเร่งคิดแก้ปัญหาล่วงหน้า ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจเพื่อเร่งลงทุน เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบ คือ จำนวนหนี้สาธารณะจำนวนน้อย และมีเงินลงทุนสูง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเร่งลงทุนในด้านต่างๆ อย่างโปร่งใส 

 

 

                อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าประเทศจะรอดจากปัญหาต่างๆ ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะบริหารประเทศ และหากยิ่งพิจารณาตนเองล่าช้า การแก้ปัญหาจะล่าช้า.