เมื่อเช้าวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังกองบิน 1 ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยเครื่องบิน จากนั้นต่อด้วยขบวนรถยนต์เพื่อมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงโคราช

 

 

 

              เวลา 08.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ และคณะได้สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) โดย นายกฯ เปิดเผยว่า ได้อธิษฐานขอให้คนโคราชมีความสุขอย่าให้เกิดเหตุแบบนี้อีก ขอให้รัฐบาลทำงานราบรื่น จากนั้น นายกฯ ได้พบปะประชาชนที่มาให้กำลังใจจำนวนมาก โดยขอทุกคนร่วมใจผ่านทุกอย่างไปได้ ขอให้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน

              ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จำนวนทั้งสิ้น 34 ล้าน 8 แสนบาท โดยมอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต 24 ราย จากทั้งหมด 27 ราย รายละ 1 ล้านบาท ผู้บาดเจ็บสาหัส 19 ราย จาก 21 ราย รายละ 2 แสนบาท และบาดเจ็บไม่สาหัส 32 ราย จากทั้งหมด 36 ราย รายละ 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือจะประสานครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้ตามภูมิลำเนา นอกจากนี้ยังมอบเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ของกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้นำความห่วงใยจากคณะรัฐบาลและจากคนทั้งประเทศมาถึงพวกเรา ขอเรียนว่าในฐานะที่เป็นผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและประชาชนที่ร่วมกันบริจาคเงินและในฐานะที่เป็นคนโคราช เกิดโคราชเป็นชาวโคราชโดยกำเนิด ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งอย่างสุดซึ้งและต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานความช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ พร้อมพระราชทานพระราชกระแสแสดงความเสียพระราชหฤทัยและพระราชทานกำลังใจให้พวกเราได้ก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยความมีสติ มีปัญญา รักสามัคคี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เราจะต้องน้อมนำพระราชกระแสมาเปลี่ยนเป็นพลังในการขับเคลื่อน ในการดำรงชีวิตของเราให้เดินหน้าต่อไป

              นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับเงินที่ช่วยเหลือนั้นวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงกองทุนต่างๆ ส่วนที่ 2 คือภาคเอกชนและส่วนที่ 3 คือเงินบริจาคที่จะเริ่มทยอยโอนให้ตามลำดับ แต่คงทดแทนความสูญเสียไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลและคนทั้งประเทศพร้อมใจกันช่วยเหลือเราต้องเปลี่ยนพลังเหล่านี้ให้เป็นพลังขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าต่อไปในวันข้างหน้า สิ่งที่จะขอต่อไปคือทำอย่างไรให้โคราชปกติเหมือนเดิม ฉะนั้นเราต้องช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในโคราช 

 

 

 

              จากนั้นนายกฯ ได้พบปะให้กำลังใจพร้อมทั้งมอบเหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นร่วมใจสร้างมหาเจดีย์พุทคยาให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งการลงพื้นที่นครราชสีมาของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่เกิดเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

              ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช พล.อ.ประยุทธ์และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชน โดยนายกฯ ได้ไปที่ชั้น LG และชั้น G เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พร้อมเข้าไปดูบริเวณที่ประชาชนใช้หลบภัยช่วงที่เกิดเหตุกราดยิงและได้พูดคุยกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และชื่นชมพลเมืองดีพร้อมจะทำประกาศนียบัตรให้เพื่อเป็นเกียรติ รวมทั้งยังอุดหนุนสินค้าในร้านค้าต่างๆ ทั้งนี้ระหว่างเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนหลายคนยังกล่าวกับนายกฯ ถึงเหตุการณ์ที่ยังสะเทือนใจและน้ำตาคลอ โดยนายกฯ กล่าวว่า เราจะเดินหน้าไปพร้อมกัน ต้องร่วมมือกับรัฐบาลทำทุกมิติ อาจยากไปสักหน่อยแต่รัฐบาลจะทำทุกมิติ ทุกอย่างเดินหน้าได้ด้วยความรักสามัคคี ขอให้ช่วยกัน เราต้องทำวิกฤติเป็นโอกาสให้ได้ อยากให้โคราชเป็นจังหวัดนำร่องความสามัคคีในวันข้างหน้า จากนั้นนายกฯ เขียนข้อความให้กำลังใจติดบนกระดานรวมดวงใจก้าวไปด้วยกัน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

 

 

 

              วันเดียวกัน นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาจากการเปิดรับบริจาคจากประชาชนทั้งประเทศ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 89,936,633.43 บาท โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิต 27 ราย ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยารายละ 2,437,653.09 บาท ผู้พิการถาวรรุนแรง 3 ราย รายละ 3,500,000.00 บาท ผู้พิการถาวรปานกลาง 1 ราย 3,000,000 บาท บาดเจ็บหนัก 17 ราย รายละ 400,000 บาท บาดเจ็บปานกลาง 16 ราย รายละ 200,000 บาท และบาดเจ็บเล็กน้อย 31 ราย ได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 20,000 บาท

              ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในฐานะรอง ผอ.รมน. เป็นประธานพิธีงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 12 ปี ประจำปี 2563 ทั้งนี้ หลังเสร็จพิธี พล.อ.อภิรัชต์ ได้เดินทางกลับทันที 

 

 

 

              พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง ผบ.ทบ. แถลงถึงการเปิดสายด่วนให้กำลังพลร้องเรียนถึง ผบ.ทบ.ได้โดยตรงว่า เป็นการดำเนินการจากผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในลักษณะคอลเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง มีสโลแกนว่า “ทุกเรื่องคือความลับ ทุกเรื่องถึง ผบ.ทบ.” และวางใจได้ว่าทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรับเรื่องโดยผู้ร้องเรียนต้องระบุชื่อและสังกัดก่อนบันทึกเรื่องใส่ซองปิดผนึกส่งข้อมูลถึงผบ.ทบ.โดยตรงไม่มีใครทราบรายละเอียด เมื่อ ผบ.ทบ.ประเมินแล้วว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริงก็จะติดต่อไปยังผู้บังคับหน่วยนั้นเพื่อสอบถามหากมีมูลก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและย้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการสอบสวน เช่นกรณีที่ ผบ.ทบ.สั่งย้ายผู้บังคับหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เพื่อเปิดทางการสอบสวนและผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถให้การได้อย่างอิสระ และหากเรื่องใดเกินอำนาจกองทัพบกก็จะส่งให้หน่วยงานภาคนอก เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการด้วย

 

 

 

              นอกจากนี้ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้เดินสายชี้แจงกับหน่วยทหารทั่วประเทศอีกทั้งเน้นย้ำเรื่องกำลังพลว่าผู้บังคับหน่วยต้องเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาและต้องไม่ทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย ต้องใกล้ชิดผู้ใต้บังคับบัญชา กองทัพบกยืนยันว่ารับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมที่มองว่าเป็นความเหลื่อมล้ำภายในกองทัพบก หรือระบบศักดินาหรือไม่ เราก็พยายามปรับตัวอยู่ สิ่งที่ทำได้ในเวลาราชการคือคงความเด็ดขาดในสายการบังคับบัญชา แต่นอกเหนือเวลานั้นจะผ่อนลงและเข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับผู้ใต้บังคับบัญชา และยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ ไม่ใช่การปาหี่อย่างที่ถูกฝ่ายการเมืองกล่าวหา

              รอง ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดได้จากทุกสาขาอาชีพ แต่ครั้งนี้เกิดจากทหาร ซึ่งลักษณะการก่อเหตุเรียกว่า โลนวูล์ฟ หรือหมาป่าเดี่ยวดาย ปัจจุบันคำนี้ใช้กับผู้ที่ก่อเหตุร้ายที่ทำคนเดียว ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ กอ.รมน. ที่ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ศึกษามาก่อนหน้านี้ และได้สรุปเป็นบทเรียนไว้แล้วแต่ในช่วงนั้นยังไม่มีเหตุการณ์จึงยังไม่ได้รับความสนใจ ผบ.ทบ.จึงให้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาศึกษาจริงจังอีกครั้งโดยเร็วที่สุด และกำหนดบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรจะต้องทำอย่างไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

 

 

 

              พล.อ.ณัฐพล ยังให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านพักของกำลังพลชั้นผู้น้อยที่เกษียณไปแล้วแต่ยังเดือดร้อนเรื่องที่พักอาศัยว่า ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปโดยจัดลำดับความเดือดร้อนทั้งคนที่อยู่ในราชการและเกษียณไปพร้อมๆ กันด้วย  เมื่อถามว่ามีทหารเกษียณที่ยังอยู่บ้านหลวงจำนวนเท่าไหร่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กำลังให้หน่วยงานสรุปเข้ามาซึ่งขีดเส้นว่าเดือนมีนาคมนี้ต้องเรียบร้อย ส่วนจำนวนบ้านพักทั้งหมดในส่วนกลางมีไม่เกิน 100 หลัง สำหรับระดับชั้นนายพลและพันเอกพิเศษ คาดว่าจะมีทยอยออกไปเพิ่มขึ้นด้วย  ทั้งนี้ในส่วนของสว.ยังไม่เห็นรายชื่อว่ามีอยู่จำนวนเท่าไหร่