คมชัดลึกออนไลน์ 6 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

(ละเอียด) คุกไม่รอลงอาญา สมเกียรติ-อัญชะลี ลุ้นประกัน

12 กุมภาพันธ์ 2563 - 10:55 น.
ไม่รอลงอาญา,สมเกียรติ,อัญชะลี,พันธมิตรฯบุกNBT,ข่าววันนี้
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 4,611 ครั้ง

 ทนาย เผย "สมเกียรติ" แกนนำ พธม. ยื่น 3 แสน ส่วน "อัญชะลี-3 พธม." ยื่นเงินสดคนละ 2 แสน สู้คดีชั้นอุทธรณ์หลังศาลตัดสินคุกไม่รอลงอาญาคนละ 1-2 ปี  


                    12 ก.พ.2563 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ชุมนุมบุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ เอ็นบีที (NBT) สำนวนที่ 2 หมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 70 ปี อดีตแกนนำ พธม. , น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก อายุ 57 ปี , นายภูวดล ทรงประเสริฐ อายุ 70 ปี นักวิชาการ , นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที อายุ 53 ปีเศษ ผู้ดำเนินรายการสื่อเครือนิวส์วัน , นายชิติพัทธ์ หรือสนชัย ลิ้มทองกุล กลุ่มแนวร่วม พธม. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานสมคบตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ กระทำการให้เกิด ความวุ่นวายในบ้านเมือง , ผู้ใดเข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหะสถานฯ ของผู้อื่นในเวลากลางคืน , อั้งยี่ , ผู้ใด , ทำให้เสียทรัพย์ , ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต-ทรัพย์สินฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 , 215 , 364 , 365 , 358  , 309

 

 

 

 

               โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 30 มี.ค.61 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 22-25 ส.ค.51 จำเลยทั้งห้ากับพวก 85 คน ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดเป็นซ่องโจร มั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยร่วมกันเดินขบวนในถนนสาธารณะ จากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และจากที่อื่นๆ โดยมีอาวุธปืน มีด ขวาน ไม้กอล์ฟ ไม้ท่อน หนังสติ๊ก ลูกเหล็ก แล้วร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณและอาคารสำนักงานสถานี NBT ทุบทำลายประตูหน้าต่าง ตัดสายไฟฟ้าตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบกล้องวงจรปิด ทำลายระบบส่งสัญญาณการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ และร่วมกันข่มขืนใจพนักงานไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ออกอากาศและกระจายเสียง และสั่งให้ออกไปจากอาคารสถานี โดยจำเลยทั้งห้า เป็นหัวหน้าและเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด ซึ่งจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

 

 

              ขณะที่วันนี้ จำเลยทั้งห้าซึ่งได้รับประกันตัวทั้งหมด เดินทางมาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา โดย "นายภูวดล" อายุ 70 ปี นักวิชาการ จำเลยที่ 3  นั่งรถเข็นมาศาล ขณะเดียวกัน ก็มีแนวร่วม พธม. จำนวนหนึ่ง เดินทางมาให้กำลังใจด้วย ขณะที่ "น.ส.อัญชะลี" หนึ่งในจำเลยร่วม เดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นฟังการพิจารณาคดีว่า วันนี้มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีบุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่ทราบผลคำพิพากษาจะเป็นอย่างไรแต่ก็ได้เตรียมหลักทรัพย์เผื่อมาไว้ยื่นประกันตัวด้วย สำหรับคดีนี้กลุ่มของตน 1-5 คน เป็นคดีที่อัยการเรียกเพิ่มภายหลังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ส่วนรายละเอียดในคดีให้ทีมทนายความดำเนินการทั้งหมด ทั้งเอกสาร พยานในการต่อสู้คดี และหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีต พธม. ก็ได้ติดต่อให้กำลังใจมาตลอด ล่าสุดได้กล่าวกับตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

             กระทั่งถึงเวลานัด "ศาล" พิเคราะห์แล้ว พยานหลักฐานตามที่คู่ความทั้ง 2 ฝ่าย นำสืบแล้ว เห็นว่า โจทก์มี เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปดูแลรักษาความปลอดภัย , ผอ.สถานี NBT และช่างภาพสถานี NBT เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ กลุ่ม พธม.ชุมนุมกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.51 แกนนำ พธม. ประกาศว่าวันที่ 26 ส.ค.51 จะบุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งสถานี NBT เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 ในเวลา 05.00 น. มีกลุ่ม "นักรบศรีวิชัย" ซึ่งเป็นการ์ดของกลุ่ม พธม. บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานี NBT ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมได้ 85 คน หลังจากนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาที่หน้าประตูทางเข้า-ออกด้านหน้าสถานี จนเวลา 06.00 น.ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ พร้อมรถยนต์บรรทุกติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่มาถึงสถานี NBT หลายคัน โดยผู้ชุมนุมบนรถผลัดเปลี่ยนกันพูดโจมตีรัฐบาลและสถานีNBT ว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องการยึด NBT ให้จอดำและเชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่ม พธม. รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้

 

 

              โดยตำรวจ พยานโจทก์ ก็ยืนยันด้วยว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ในลักษณะประจันหน้ากันที่ประตูรั้ว เห็นจำเลยทั้งห้า อยู่บนรถ ซึ่งมีพยานจำเสียงของ "น.ส.อัญชะลี" จำเลยที่ 2 ได้ ซึ่งโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานด้วย และจากการเบิกความของพยานยังฟังได้ว่า กลุ่ม พธม. พังประตูรั้วเหล็ก ฝ่าแนวกั้นของตำรวจบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่และอาคารสถานี NBT ซึ่ง "นายชิติพัทธ์" จำเลยที่ 5 ประกาศต่อหน้าตำรวจว่าผู้ชุมนุมเป็นกองทัพประชาชน มีผู้สั่งการให้มายึด NBT ขอให้ตำรวจออกจากอาคารสถานีไป จากนั้นกลุ่ม พธม. ได้ยึดพื้นที่สถานีและอาคารดังกล่าว กระทั่งเวลา 17.00 น.จึงออกจากพื้นที่ดังกล่าว

 

 

            ซึ่งนอกจากพยานในที่เกิดเหตุแล้ว ตำรวจผู้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) และผู้ถอดเทปคำปราศรัยบนเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ยังเบิกความข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกยึดสถานี NBT อย่างสอดคล้องกัน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานี NBT เมื่อเวลา 08.00 น.กับกลุ่มนักรบศรีวิชัย ที่บุกรุกเข้าไปในอาคารเมื่อเวลา05.00 น.ในวันที่ 26 ส.ค.61 โดยมีเจตจำนงเดียวกัน และกระทำการต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เพื่อปฏิบัติภารกิจบุกยึดสถานี NBT ให้บรรลุเป้าหมายที่แกนนำร่วมกันมีมติ เป็นการร่วมกันกระทำความผิด

 

 

             ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งอ้างว่า มีผู้ชุมนุมดาวกระจายไปที่สถานี NBT แล้วถูกจับกุมไป ก็ยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอยู่ที่หน้าสถานี NBT เมื่อจำเลยทราบข่าวจึงเคลื่อนขบวนติดตามไปภายหลังเพื่อจะนำมวลชนที่อยู่หน้าสถานีกลับมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์โดยไม่ได้เข้าไปในสถานี และจำเลยที่ 5เป็นเพียงผู้ชุมนุมธรรมดาที่เดินทางไปร่วมชุมนุม ไม่ได้พูดประกาศต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1-5 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง , ร่วมกันบุกรุก , ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยฟังได้ว่า "นายสมเกียรติ" จำเลยที่ 1 เป็นแกนนำของกลุ่ม พธม. ร่วมสมคบคิดบุกยึดสถานี NBT ขึ้นเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ร่วมประกาศภารกิจและเดินทางไปในลักษณะกำกับดูแล เป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด ส่วน น.ส.อัญชะลี , นายภูวดล  , นายยทธิยง , นายชิติพัทธ์ อดีตแนวร่วม พธม. จำเลย ที่ 2-5 พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าเป็นหัวหน้า หรือมีหน้าที่สั่งการในการบุกยึด

 

 

            ส่วนความผิดฐาน ร่วมกันเป็นซ่องโจร ม.210 นั้น โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้ากับพวก และกลุ่มนักรบศรีวิชัย สมคบกันร่วมประชุมวางแผนกัน จึงลงโทษความผิดฐานซ่องโจรไม่ได้

 

 

          "ศาล" จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ม.364 , 365 ให้จำคุก "นายสมเกียรติ" อดีตแกนนำ พธม. จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี และให้จำคุก "น.ส.อัญชะลี" จำเลยที่ 2 , "นายภูวดล" จำเลยที่ 3 , "นายยุทธิยง" จำเลยที่ 4 , "นายชิติพัทธ์" จำเลยที่ 5 คนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา)

 

 

            ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว ทนายของจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมหลักทรัพย์ เพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยในส่วนของ "นายสมเกียรติ" จำเลยที่ 1 ยื่นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลค่า 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-5 ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสด คนละ 200,000บาท โดยขณะนี้คำร้อง อยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

 

 

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีบุกยึด NBT ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินคดีถึงที่สุดในสำนวนแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ก.พ.61 ที่อัยการ ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวกซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของกลุ่ม พธม. และผู้ชุมนุม พธม. รวม 85 คน โดยศาลฎีกาให้จำคุกนายธเนศร์ จำเลยที่ 1และนายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 เป็นเวลา 8 เดือน , นายนัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าการ์ดเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จำเลยที่14 กับจำเลยที่ 2-13, 15-23, 25-29, 31-41, 43– 46, 48 - 80, 82 รวม 76 ราย จำคุกคนละ 6 เดือน แต่ศาลยังให้รวมโทษปรับนายชนินทร์ อินทร์พรหม จำเลยที่ 2, นายจรัส วีระพันธ์ จำเลยที่ 39 กับนายธนพล แก้วเชิด จำเลยที่ 80 ในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกคนละ 500บาท ส่วนนายอัมรินทร์ ยี่เฮง จำเลยที่ 48 ยังให้บวกโทษคดีนี้กับคดีอื่นอีก 3 เดือน จึงจำคุกรวม 9 เดือน และนายประดิษฐ์ คงช่วย จำเลยที่ 70 ก็เช่นกัน ให้บวกโทษกับคดีอื่นอีก 2 เดือน จึงจำคุกรวม 8 เดือน

 

           สำหรับกลุ่มที่เป็นเยาวชนขณะกระทำความผิด ประกอบด้วยจำเลยที่ 30, 47, 81 นั้น ซึ่งระหว่างกระทำผิดอายุยังไม่เกิน 20 ปี ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 83-85 ระหว่างกระทำผิดยังเป็นเยาวชน ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ศาลจึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกทั้งหกรายจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้รายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานซ่องโจรนั้นให้ยกฟ้อง สำหรับจำเลยห้ารายที่ไม่มาศาลนั้น ประกอบด้วยจำเลยที่ 31, 37, 59, 78, 84 ศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนของตน

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ