เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 - ที่ห้องออดิทอเรียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เขตสาธร กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดสำนักงานใหม่ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Smart Office & Smart Service” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสภาอุตสาหกรรมฯ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะทูตานุทูตและผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่พูดกันตลอดมา ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประเทศไทยเก่งขึ้น เก่งทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ เราต้องเอาเพื่อนของเราไปด้วย ทุกคนต้องช่วยกัน ช่วยและแบ่งปันกันในทุกๆเรื่อง เพราะยิ่งมีการแข่งขันกันมาก คนที่เข้าไม่ถึงในสิ่งที่เราทำให้ก็ไม่สามารถที่จะประกอบการต่อไปได้เพราะมีคนหลายระดับ เราจำเป็นต้องผลิตสินค้า ให้สอดคล้องกับความต้องการคนทั้งประเทศ และทุกระดับรายได้ เนื่องจากทุกคนอยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน ถ้าทุกคนกลับเข้ามาสู่ห่วงโซ่เดียวกัน เราจะมีโอกาสเดินไปข้างหน้าได้อีกมากพอสมควร 

นายกฯ กล่าวว่า แม้ตนจะไม่เคยทำงานด้านสภาอุตสาหกรรมมาก่อน แต่เวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ศึกษาในรายละเอียด และทุกการประชุมได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีการศึกษา อ่านหนังสือ ติดตามข่าวสารต่างประเทศ และในฐานะที่เป็นนายกฯ ก็พยายามปรับเปลี่ยนให้ตรงกับประเทศของเรา เพราะแต่ละประเทศมีบริบทที่แตกต่างกัน เราจึงต้องหาจุดร่วมให้ได้ ถ้ามัวแต่หาจุดต่างแล้วแข่งขันกันอย่างเดียว บางครั้งก็เดินหน้าไปได้ยากพอสมควร เพราะทุกวันนี้โลกไร้พรมแดน 

                
          นายกฯ กล่าวว่า ในการเปิดที่ทำการอุตสาหกรรมแห่งใหม่ครั้งนี้ ตนต้องการที่จะให้ขยายและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เพราะสมาคมหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของรัฐบาลและประเทศ เพื่อใช้ในการเดินหน้า ขับเคลื่อนการอยู่ดีมีสุขของประชาชน เพราะขณะที่เรากำลังเดินหน้าประเทศนั้น ก็มีทั้งวิกฤตและโอกาสแทรกมาโดยตลอด อย่าลืมว่าแต่ละวันมีความแตกต่างกันไป เราจึงต้องร่วมมือกันหาวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นไปได้ ตนจึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากเรามีรัฐบาลใหม่ที่มาจากหลายพรรคการเมือง หลายกระทรวง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะให้มีการประชุมหารือเพื่อสรุปว่าต้องการอะไรจากรัฐบาล และจะทำอะไรที่ร่วมกับรัฐบาล รวมทั้งทำอะไรเพื่อประชาชน 

             
          “สิ่งที่ประชาชนเข้าไม่ถึง คือ เรื่องของเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ การที่รัฐบาลให้เม็ดเงินลงไปไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าเกษตรกรมีเกือบ 10 ล้านคน คนมีรายได้น้อยมีถึง 14.7 ล้านคน แม้ไม่ได้จนลง แต่ค่าของเงินลดลง ตรงข้ามกับค่าเงินบาท วันนี้สังคมยิ่งเจริญของยิ่งแพง ยิ่งมีรายได้น้อย ยิ่งไปไม่ได้ ดังนั้น เราจึงต้องมาดูเรื่องของเศรษฐศาสตร์ และความเป็นจริงของประเทศ ทุกคนจึงต้องช่วยกัน ผมไม่บังอาจไปบอกว่าผมเก่งกว่าพวกท่าน แต่เราต้องแสวงหาวิธีการ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติให้ได้ผล” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว        
 

 

          นายกฯ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญควบคู่ไปกับเรื่องของการค้า ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ สัดส่วนมวลรวมของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพีของประเทศนั้นสูงกว่าร้อยละ 30 ของจีดีพีทั้งประเทศ เราต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้ง ไม่ร่วมมือ มีปัญหามาโดยตลอด เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ลงรายละเอียดให้ทราบ ทุกอย่างต้องเพิ่มเติมด้วยการเรียนรู้ เราต้องช่วยกันแก้ไข เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ยอมรับไม่ใช่แก้ปัญหาได้โดยง่าย รวมทั้งปัจจัยภายนอกก็มีผลกระทบค่อนข้างมาก ถ้าเราไม่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา โจมตีกันไปมาก็จะไม่เกิดอะไรทั้งสิ้น มีแต่จะถอยหลัง ทุกประเทศเป็นแบบนี้ จึงต้องการความร่วมมือ สมัครสมานสามัคคี เราต้องร่วมมือกันยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อให้เกิดรายได้ อย่าให้มีใครมาบิดเบือนว่าการที่รัฐบาลทำตรงนี้ เพื่อไปขูดรีดภาษี ยืนยันว่าเป็นกลไกปกติ ถ้าท่านแข็งแรงก็ต้องเสียภาษี ทุกอย่างก็จบ ทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย             

 

          นายกฯ กล่าวว่า วันนี้การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวช้าๆ ผลกระทบจากมาตรการเศรษฐกิจ การกีดกันทางการค้า สองปีที่ผ่านมา วันนี้ได้ข่าวว่ากำลังดีขึ้น ก็ขอให้กำลังใจเพื่อที่ระบบการค้าโลกปรับตัว มีเสถียรภาพมากขึ้นเอื้ออำนวยแก่การฟื้นตัวของทุกๆประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะขยายตัวขึ้นร้อยละ 3.3 และร้อยละ 3.8 ตามลำดับ เราก็ต้องร่วมมือกันทั้งโลก เพื่อที่จะให้ขึ้นอย่างน้อยเกินร้อยละ 4-6 แม้เราจะมีการแข่งขันระหว่างกัน แต่ก็ต้องร่วมมือกันให้มากขึ้น ในส่วนของประเทศไทย การขยายตัวยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะเรายังมีประเทศคู่ค้า มีความแตกต่าง ดังนั้น ถ้ายังมีความขัดแย้งก็จะไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มน่าจะดีขึ้นกว่าปี 2562 ตามแนวโน้มการปรับตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการปรับตัวในทิศทางการค้าและการลงทุน การลดมาตรการกีดกันทางการค้า รวมทั้งแรงขับเคลื่อนของการท่องเที่ยว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการท่องเที่ยวอาจจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากมีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอุบัติขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาทุกอย่างเราต้องอาศัยความร่วมมือ โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม ซึ่งใส่เสื้อสีน้ำเงินในวันนี้ เพราะเป็นสีของเงิน ซึ่งเป็นเครื่องจักรในการพัฒนาประเทศ วันนี้เราเร่งรัดการเบิกจ่าย ภายใต้โครงการพื้นฐานสำคัญที่มีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้บริการได้ในปี 2563-2564 ซึ่งระหว่างนี้เราก็ต้องมีการลงทุนใหม่

               
          “ขอร้องทุกคนให้ลงทุนในประเทศ อย่าไปรอลงทุนภายในต่างประเทศอย่างเดียว ให้ลงทุนในประเทศของเราด้วย วันนี้รัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ หลายคนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะผู้บริโภค และต้องดูในเรื่องของราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็ง สินค้านำเข้าต้นทุนจะถูกลง จึงควรใช้เวลานี้ในการปรับปรุงเครื่องจักร และผลิตนวัตกรรมใหม่ ถ้ามัวแต่พัฒนาของเดิม ลงทุนแบบเดิมๆ จะไม่เกิดประโยชน์ในอนาคต โดยใช้หลักภูมิคุ้มกันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การลุงทุนต่างๆจะต้องมีเหตุและผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ใช่ลงทุนมหาศาล โดยไม่คำนึงถึงผลย้อนกลับ กิจการในบริษัทใหญ่ไม่น่าห่วง เว้นในระดับล่างๆ เห็นคนทำก็ทำตาม ก็จะล้มเหลว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว