นายชุมสาย​ ศรียาภัย  รองโฆษกพรรคเพื่อไทย​ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ส.ส.พรรคหนึ่งเสียบบัตรแทนกันในการลงมติ​ร่าง​ พรบ.งบประมาณ​ฯ พ.ศ.​ 2563​ และมีความพยายาม ทั้งจากฝั่ง​ ส.ว.และ​ ส.ส.แสดงความเห็นว่าทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น​ ตนเห็นว่า โดยหลักบัตรประจำตัว​ ส.ส.คนใด คนนั้นเท่านั้นมีอำนาจ​ สิทธิในการออกเสียงเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวของ​ ส.ส. คนเดียว ไม่มีสิทธิมอบให้ผู้อื่นใช้สิทธิแทนได้ ดังนั้น​ ต้องถือว่า การเสียบบัตรแทนกันทำไม่ได้มีความผิดในทุกกรณี​ จึงขอวิงวอนว่า​ อย่าพยายามหาทางออกแบบศรีธนญชัยตีความให้ผิดไปจาก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และหลักความสุจริต ตามวิถีทางในครรลองประชาธิปไตย​ เรื่องนี้ถือว่าผู้กระทำมีเจตนาทุจริต​ มีความผิดและมีโทษ​ตาม​กฎหมาย และถือว่าตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ​ มีผลเป็นโมฆะตาม​ รธน.​มาตรา​ 148 วรรคหนึ่ง​ (1) ซึ่งเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ในอดีตได้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวางหลักเป็นบรรทัดฐานไว้อย่างมั่นคงแล้ว​ในคดี​เลขที่ 3-4/2557
     "ผมขอชื่นชมความเห็นของท่านชวน​ หลีกภัย​ ประธานรัฐสภา ที่บอกว่า ไม่ว่าจะเสียบแทนกันในกรณีใดก็ทำไม่ได้  แม้เครื่องลงคะแนนมีไม่พอก็ตาม​ ถือว่ามีความผิดทั้งสิ้น"

     นายชุมสายฯ​ กล่าว ต่อว่า​ การที่นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย  ที่มักจะออกมาให้ความเห็นทำนองชี้ถูกผิดตามกฎหมายในประเด็นคดีทางการเมือง​ ทั้งที่เป็นอำนาจตุลาการ​ ซึ่งคดียังไม่ไปสู่ศาลและยังไม่มีคำวินิจฉัย​ ทั้งในกรณีนี้ และหลายกรณีที่ผ่านมา จะโดยอาศัยหลักกฎหมายหรือใช้อภินิหาร​นั้น จะถือเป็นการไม่สมควรที่ไปก้าวล่วงดังกล่าวหรือไม่  ซึ่งอาจเป็นการชี้นำ​ และทำให้สังคมเกิดความสับสน​ได้​ เพราะได้กล่าวว่า การเสียบบัตรแทนกันไม่ถือเป็นการเสียหาย ทั้งยังกล่าวว่า เอาบรรทัดฐานในอดีต ตัดสินปัจจุบันไม่ได้ 

     "นักกฎหมายเราโดยทั่วไปทราบดีว่า  ความยุติธรรมของประเทศต้องไม่มีอภินิหาร ศาลท่านจะวินิจฉัยคดีตามข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและ พยานหลักฐาน​  บรรทัดฐานที่ถูกวางหลักไว้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม​  และไม่ได้ผูกพันเฉพาะคดีใดคดีหนึ่งเท่านั้น​ แต่ถือว่าเป็นการผูกพันในทุกคดี ที่มีข้อหาและข้อเท็จจริง เช่นเดียวกัน และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใดหรือของใคร แต่เพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติประชาชนเป็นหลัก" นายชุมสายฯ​ กล่าว