เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2563 - ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมของ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธานกมธ.ฯ นัดที่สอง ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. และใช้เวลาหารือ ในรูปแบบของการสนทนาธรรม โดยให้กมธ.ฯ แสดงความเห็นและความต้องการต่อการกำหนดแนวทางทำงานของกมธ.ฯ เป็นรายบุคคล และแล้วเสร็จ เมื่อเวลา 12.45 น. 

 

         โดยในการหารือดังกล่าว กมธ.ฯ ได้แสดงความเห็นกันอย่างหลากหลายและเป็นไปด้วยความราบรื่น ไร้การโต้เถียง สำหรับสาระสำคัญ คือการเสนอให้กมธ.ฯ เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ทั่วภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและลดความตึงเครียดในทางการเมืองของภาคประชาชน รวมถึงเพื่อให้เกิดการรับฟังความเห็นรอบด้านและรอบคอบ 

 

          อย่างไรก็ตาม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กมธ.ฯ อภิปรายโดยสรุปเนื้อหาจากการติดตามข่าวสาร ว่า พบความต้องการใน 3 แนวทาง คือ 1.แก้ไขมาตรา 256 เพียงอย่างเดียว 2.แก้ไขมาตราที่เป็นปัญหา โดยไม่แก้ไขมาตรา 256 และ 3.แก้ไขมาตรา 256 และตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อย่างไรก็ตามใน 3 แนวทางดังกล่าวมีประเด็นต้องพิจารณา เช่น หากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตัดส่วนการมีส่วนร่วมจาก ส.ว. ออกไป เชื่อว่าไม่มีทางที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ แก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งส.ส.ร. ต้องให้ส.ว.เห็นชอบด้วย และกระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี ซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ปัญหาของประเทศ ทั้งนี้การทำงานของกมธ.ฯ ภายใต้เวลา 120 วันนั้น ควรทำปฏิทินให้เห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน เช่น ภายใน 3 เดือนควรมีผลสรุปเบื้องต้น และเดือนที่ 4 ต้องรับฟังความเห็นประชาชน เมื่อประชาชนตอบกลับความเห็น กมธ.ควรคัดกรองอีกครั้ง และอย่าขอขยายเวลาการทำงานกมธ.ฯ 

 

          ทั้งนี้ในข้อสรุปของการหารือในการประชุมนัดที่สองนั้นยังไม่มีแนวทางที่เป็นบทสรุปชัดเจน นายพีระพันธุ์ จึงมอบหมายให้คณะโฆษกสรุปต่อความเห็นเพื่อกำหนดแนวทางรับฟังความเห็น แล้วนำเสนอต่อที่ประชุมกมธ.ฯ​อีกครั้งในการประชุมนัดต่อไป วันที่ 17 มกราคม

 

          ภายหลังการประชุม นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560  เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าการประชุมนัดที่ 2 พอได้แนวทางต่อการขับเคลื่อนงานของกมธ.ฯ โดยมีข้อเสนอที่ให้กมธ. รับฟังความเห็นจากประชาชนภายนอก ควบคู่กับการศึกษาของกมธ.ฯ ผ่านการตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อรับฟังความเห็น และการเปิดแฟนเพจของกมธฯ.​ เพื่อรับความเห็น

 

          ส่วนการออกไปรับฟังเสียงประชาชนที่จะใช้รูปแบบใด และจำนวนครั้งนั้น จะต้องหารือกันอีกครั้ง ขณะที่ความเห็นส่วนตัวมองว่าการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญควรวางเป้าหมายให้ชัดเจน ว่า ต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความทันสมัย หรือ ทำรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งการประชุกมธ.ฯ​นัดหน้า วันที่ 17 มกราคม นั้นตนจะเสนอแนวทางที่ตนเห็นว่าเหมาะสม คือการทำรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ ผ่านการทำประชามติ จำนวน 2 รอบ คือ รอบก่อนที่จะลงมือแก้ไขเนื้อหา และรอบหลังจากที่ทำเนื้อหาแล้วเสร็จ  ซึ่งรอบก่อนแก้ไขเนื้อหา อาจมีประเด็นคำถามเพิ่มเติมด้วยว่าถึงประเด็นที่จะแก้ไขอย่างไรบ้าง 


          นายสุทิน กล่าวด้วยว่า สำหรับการทำงานของกมธ. หากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น คาดว่าอาจต้องใช้เวลามากพอสมควร เบื้องต้นกมธ.ฯ ต้องการทำงานให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบเวลา 120 วัน แต่หากมีความจำเป็นต้องขยายเวลาต้องขยายตามความเหมาะสมและดูเจตนา.