รัฐสภา - 20  ตุลาคม 2562 "สมชาย"จวก "ปิยบุตร" ทำไม่เหมาะ อภิปรายค้านอนุมัติ พ.รก.โอนกำลัง จี้ให้รับผิดชอบ ห่วงพาประเทศสู่ขัดแย้ง ด้าน ส.ว. อนุมัติพ.ร.ก. เสียงข้างมาก 233 งดออกเสียง 3 เสียง

 

 

ในการประชุมวุฒิสภา เป็นพิเศษ ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน ลงมติอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ  ด้วยเสียงข้างมาก 233 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง

 

ทั้งนี้ก่อนการลงมติดังกล่าว มีการอภิปรายของ ส.ว. โดย พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ส.ว.  ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ ชี้แจงผลการศึกษาเนื้อหาว่า เห็นด้วยกับการอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งรัด เพื่อให้การถวายความปลอดภัย และการเทิดพระเกียรติเป็นไปตามความมุ่งหมาย

 

สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยเป็นส่วนราชการอยู่ในพระองค์ มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงการเพิ่มอัตรากำลัง และงบประมาณ ดังนั้นการโอนอัตราหรืองบบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย และกระทรวงหลาโหม ไปอยู่ในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กมธ.ฯ จึงเห็นว่ามีความจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องตราเป็นพ.ร.ก. โดยไม่อาจรอเป็นพ.ร.บ. ทั้งนี้ขอตั้งคำถามว่าการโอนหน่วยงานบางส่วนต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบอะไรในหน่วยงานเดิมและใหม่ให้สอดคล้องหรือไม่ 

 

ขณะที่การอภิปรายของ ส.ว.​ จำนวน 5 คนแสดงความเห็นที่พร้อมจะอนุมัติพ.ร.ก.ดังกล่าว เพราะเป็นเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172  กำหนดไว้ ทั้งนี้ในการอภิปรายตอนหนึ่งของนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ที่แสดงความเห็นชอบที่จะอนุมัติพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ยังได้เรียกร้องให้ พรรคอนาคตใหม่รับผิดชอบต่อกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ รับผิดชอบต่อการอภิปรายที่ระบุไว้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมสับสนและอาจนำไปสู่ความเผชิญหน้าและขัดแย้งระหว่างประชาชนที่รักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ 

 

โดยนายสมชาย อภิปรายว่า  การอภิปรายของส.ส.ในที่ประชุมสภาฯ​ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก. ดังกล่าว มีข้อมูลที่บิดเบือน และทำให้สังคมสับสนว่าการไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. และอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่สมควรประกาศ พ.ร.ก.  และตั้งคำถามว่าทำไมไม่ทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

 

ทั้งนี้เรื่องความมั่นคงปลอดภัยประเทศ ว่าด้วยการอารักขา ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นเรื่องสำคัญของชาติ หากทำเป็นพ.ร.บ. แม้สภาฯ จะพิจารณาแบบ 3 วาระรวดได้ เพื่อความรวดเร็ว แต่ต้องใช้การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เต็มสภา และส.ส.สามารถแปรญัตติ หาก ส.ส. 70 คนที่โหวตสวนมติอนุมัติ พ.ร.ก. แปรญัตติที่มีผลเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ซึ่ง พ.ร.ก. ที่มีผลบังคับใช้แล้ว หากมีผลเปลี่ยนแปลงบางกรม  หรือแก้ไขบางส่วน และมีข้อผิดพลาด รัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต้องรับผิดชอบ หรือหากผ่านสภาฯ โดยไม่แก้ไข ต้องเข้าสู่การประชุมวุฒิสภา

 

ซึ่งการพิจารณาเป็นร่างพ.ร.บ. อาจใช้เวลานานเกือบ 1 ปี ดังนั้นการโอนย้ายหน่วยงาน ที่สำคัญ คือ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ อาจเป็นการถ่วงเวลา 

    

คนไทยทั้งประเทศเข้าใจและเห็นด้วยกับการถวายอารักขาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้กรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เป็หน่วยงานที่อยู่กับสังคมไทยมาแต่โบราณกาล กรณีเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ให้สัมภาษณ์เพื่อประกาศจุดยืนของพรรคที่นำไปสู่การโหวตสวน ถือว่าไม่งดงาม และสร้างความแคลงใจให้กับประชาชนที่รักชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่ท่านบอกว่าเป็นมาตรา 44 จำแลง ผมว่าเป็นการตะแบง

 

"เรื่องนี้นายกฯ​ทำถูกต้องแล้ว หากท่านไม่สบายใจ ส.ส.ไม่ต้องมาสภา ซึ่งสิ่งที่ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ทำนั้น สร้างความแปลกประหลาด ทั้งนี้ผมมองว่าขณะนี้มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่เป็นพวกปฏิกษัตริย์นิยม หรือคนที่มีความคิดนิติราษฎร์ พยายามนำมวลชนในโซเชียลลงสู่ถนนเหมือนเหตุการณ์ในฮ่องกง ทั้งนี้เราผ่านเหตุการณ์เดือนตุลา ปี 2516 และ ปี 2519 มานานแล้ว ขอบางพรรคการเมืองอย่าพยายามพามวลชนเผชิญหน้า กับคนอีก 60 ล้านคน หากทำสังคมไทยอาจเกิดวิกฤตได้อีกรอบ ทั้งนี้สิ่งที่บางพรรคทำขอให้เป็นครั้งสุดท้าย ส่วนสิ่งที่ทำต้องรับผิดชอบ" นายสมชาย อภิปราย

 

ขณะที่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การดำเนินการต่อไป คือ ออกประกาศกระทรวงกลาโหมและพิจารณาชี้แจงปรับโครงสร้างภายในกองทัพเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก.ต่อไป