royal coronation
วันที่ 17 ตุลาคม 2562
การเมือง

15ม็อบอยากเลือกตั้งเฮ-ศาลให้ประกันสั่งห้ามชุมนุมการเมือง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 - 05:05 น.
15แกนนำม็อบเลือกตั้งเฮศาลให้ประกัน,ศาลให้ประกัน15แกนนำม็อบอยากเลือกตั้ง,ศาลสั่งห้าม15แกนนำม้อบชุมนุมการเมือง
Shares :
เปิดอ่าน 1,073 ครั้ง

ศาลให้ประกัน"โรม-จ่านิว-พร้อมพวก" สั่งห้ามชุมนุมการเมือง "สุเทพ"ย้ำไม่ลงเลือกตั้งแต่ยินดีเป็นที่ปรึกษา "บิ๊กป้อม"สั่งล่าตัวมือดีบิดเบือนคำพูดใส่ร้ายบิ๊กตู่

 

     เวลา 12.20 น. วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ต.อ.รัชพล ชนะศรีขจร คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน บก.น.1 ได้ควบคุมตัว นายรังสิมันต์ โรม อายุ 25 ปี นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อายุ 26 ปี พร้อมพวกแกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ถูกแยกควบคุมตัวไว้ที่ สน.พญาไท 10 คน และ สน.ดินแดง 5 คน รวม 15 คน ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก โดยตำรวจแจ้งข้อหา ความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น, มาตรา 215 มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการวุ่นวายในบ้านเมือง, มาตรา 216 ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน, ขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, ความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, การลักลอบใช้ไฟฟ้า และ พ.ร.บ.จราจร และอยู่ระหว่างการพิจารณาแจ้งอีก 3 ข้อหา คือ ทำให้เสียทรัพย์, ทำร้ายร่างกาย และทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการชุมนุม พร้อมคัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน

ตำรวจยื่นคำร้องค้านประกัน

     ทั้งนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาถูกจับกุมและดำเนินคดีในหลายฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ ผู้ต้องหากับพวกได้เคยร่วมกันชุมนุมทางการเมืองและก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองในสถานที่ต่างๆ มาก่อนและถูกจับกุมดำเนินคดีหลายครั้ง เมื่อได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็พากันมารวมตัวชุมนุมทางการเมืองอีก เป็นการไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองและไม่เข็ดหลาบ อีกทั้งหลังถูกจับกุม ผู้ต้องหายังแจ้งและประกาศให้ทราบว่าจะมีการรวมตัวกันชุมนุมทางการเมืองอีกในครั้งต่อไป และยังน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปจะหลบหนีหรือไม่มาพบพนักงานสอบสวนอีก หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุในประการอื่น นอกจากนี้การกระทำของผู้ต้องหายังทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย

    หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา ขอศาลได้โปรดกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ กำหนดอยู่ให้เป็นหลักแหล่ง ไม่เข้าร่วมหรือยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนห้ามไม่ให้ไปชักชวน ยุยงปลุกปั่นทางการเมืองในสถาบันการศึกษาต่างๆ อีกด้วย

ศาลให้ประกัน-ห้ามชุมนุมการเมือง

      ต่อมาเวลา 15.30 น. มีศาลได้พิจารณาคำร้องฝากขังและคำคัดค้านฝากขังของทนายความกลุ่มผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหาทั้ง 15 คนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม และแจ้งข้อกล่าว หา ซึ่งผู้ต้องหาสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ในชั้นพิจารณา เมื่อคดีอยู่ระหว่างที่พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ จึงมีเหตุที่ผู้ยื่นคำร้องฝากขัง ศาลจึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาได้ ยกคำร้องคัดค้านการฝากขัง

     ต่อมาทนายความได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดขอปล่อยชั่วคราวแกนนำทั้ง 15 คน ระหว่างสอบสวน โดยศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ประกันตัวไปโดยตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาชุมนุมทางการเมืองอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายแก่สังคม

มวลชนแห่ให้กำลังใจ15แกนนำ

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาลงจากรถควบคุมผู้ต้องหา กลุ่มมวลชนก็พยายามจะยื่นดอกกุหลาบให้ พร้อมส่งเสียงและโบกมือให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ต้องพยายามแจ้งว่าผู้ต้องหาไม่สามารถรับดอกไม้เข้าไปยังห้องควบคุมการฝากขัง ขณะเดียวกันระหว่างเดินเข้าห้องคุมขังศาลอาญาตามกระบวนการฝากขังนั้น นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในผู้ต้องหาระดับแกนนำ ก็ยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมชูนิ้วมือ 3 นิ้ว แสดงสัญลักษณ์การคัดค้านเผด็จการ และเดินตะโกนพูดตลอดทางว่า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

ทนายยันข้อหาร้ายแรงเกินความจริง

      ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พร้อมด้วยนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายความและบิดาของนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ดาวดิน” นักศึกษาที่ถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ในคดีหมิ่นเบื้องสูง เเละประชาชนมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

     นายกฤษฎางค์เปิดเผยว่าข้อหาที่ตำรวจแจ้งแก่ 15 แกนนำนั้นร้ายแรงเกินจากความเป็นจริง เช่นข้อหากบฏ ซึ่งไม่ควรถูกตั้งข้อหานี้ เชื่อศาลจะให้ความเป็นธรรม โดยเปิดการไต่สวนในช่วงบ่าย ส่วนข้อหาทั้ง 7 ที่ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งนั้น โทษสูงสุดคือมาตรา 116 ยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง มีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี

     ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. นำเงินสด 1.5 ล้านบาท ไปยื่นขอประกันตัวแกนนำทั้งหมดที่สถานีตำรวจนั้น ตนในฐานะทนายความ ต้องขอบคุณ อดีต ผบ.ตร.ในน้ำใจที่มีให้

    มีรายงานว่าบริเวณใต้ถุนศาลอาญา นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้สนับสนุนแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ทยอยเข้าให้กำลังใจแกนนำทั้งหมด

 

ศรีวราห์ตรวจสำนวน“คนอยากเลือกตั้ง”

     ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ สน.ชนะสงคราม พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ได้เดินทางมาตรวจสำนวนการสอบสวนคดีการจับกุมแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จำนวน 15 คน หลังคสช.ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนครบกำหนดการควบคุมตัว 48 ชั่วโมง และจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลอาญา โดยมี พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผบช.น. พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รองผบก.สส.ภ.1 พ.ต.อ.รัชพล ชนะศรีขจร รอง ผบก.น.1 เข้าร่วมประชุม

      ภายหลังจากการประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ศรีวราห์เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของสำนวน โดยสั่งให้สอบปากคำเพิ่มเติมในบางประเด็น เนื่องจากมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำนวน 80 คน มาร้องทุกข์ที่ สน.นางเลิ้ง และยื่นหนังสือที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดข้อกังวลและส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวในประเทศ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 10 นาย และทรัพย์สินเสียหาย จึงสั่งให้สอบปากคำเพิ่ม คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ชม. สามารถนำสำนวนส่งศาลเพื่อฝากขังกลุ่มแกนนำได้ลั่น
ผิด 7 ข้อหา-ทำผิดซ้ำซาก   

      “ทั้งนี้ ได้สั่งคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากมีพฤติกรรมทำผิดซ้ำซาก โดยแจ้งข้อหา ดังนี้ ความผิดตามป.อาญา มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น, มาตรา 215 มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการวุ่นวายในบ้านเมือง, มาตรา 216 ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน, ขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, ความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, การลักลอบใช้ไฟฟ้า และ พ.ร.บ.จราจร และอยู่ระหว่างการพิจารณาแจ้งอีก 3 ข้อหา คือ ทำให้เสียทรัพย์, ทำร้ายร่างกาย และทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการชุมนุม”

กสม.ขอรัฐคลี่คลายละมุนละม่อม

    นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ได้มีการดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐคลี่คลายปัญหาการชุมนุมอย่างละมุนละม่อม และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ให้มีหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมที่ชัดเจน และสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ไทยเป็นภาคีอยู่ รวมทั้งเห็นว่า คำสั่งคสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ได้ประกาศใช้มานานแล้ว แต่ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองได้พัฒนาไปสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลก็ควรผ่อนปรนให้มีการชุมนุมทางการเมืองได้ในระยะยาว

    “สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ออกมาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 อันเป็นเวลาหลังการรัฐประหารไม่นาน โดยห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา (จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บัดนี้การรัฐประหารได้ล่วงเลยมา 4 ปี และสถานการณ์บ้านเมืองได้พัฒนาไปสู่โหมดการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว จึงควรที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ผ่อนปรนให้มีการชุมนุมทางการเมืองได้ในระยะยาว ก็ควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการห้ามชุมนุมทางการเมือง” นายวัส กล่าว

นักกิจกรรม“มก.”จี้รัฐบาลคืนอำนาจ

     วันเดียวกัน เครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกรณีการขัดขวางการชุมนุมและจับกุม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ให้มีการปล่อยตัวและหยุดดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทั้งหมด 2.ทางเครือข่ายขอสนับสนุนการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสันติทุกวิธีการ โดยเฉพาะการแสดงออกที่ตรวจวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง” 3.เวลากว่า 4 ปีที่ คสช.ขโมยไปจากประชาชนนั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว เวลาที่เดินต่อจากนี้ คือการนับถอยหลังเข้าสู่การล่มสลายของ คสช. ฉะนั้น คสช.ควรยุติการคุกคามประชาชนทุกรูปแบบ หยุดการสืบทอดอำนาจ คืนอำนาจให้สู่เจ้าของอำนาจโดยแท้จริง และภายในเวลา 1 เดือนนับจากนี้ (ถึง 24 มิ.ย. 2561) ต้องมีการประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

“วรชัย”ฉะคสช.จับคนชุมนุมมือเปล่า

      ขณะที่ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือต้นเหตุที่ทำให้คนอยากเลือกตั้งต้องออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม เพราะท่านออกมายึดอำนาจอ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้ง จะเข้ามาปฏิรูป และบอกว่าจะมีการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 59 แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังเลื่อนการเลือกตั้งตลอด สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดนั้นเชื่อถือไม่ได้ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงออกมากดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์รับผิดชอบคำพูดของตัวเอง ที่สำคัญพวกเด็กๆ ออกมาชุมนุมด้วยมือเปล่า แต่คุณกลับตั้งข้อหาเด็กๆ ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งที่พวกคุณคือคนที่สร้างความไม่มั่นคงให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กำลังสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ได้ การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นมากมาย เรื่องนาฬิกาหรู 25 เรือนก็ไม่มีความชัดเจน สร้างความกังขาและความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ แต่พวกตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด แถมยังตั้งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรให้คอยประทับรับรองตัวเอง เช่น กรรมการ ป.ป.ช. ขนาดคุณสมบัติไม่ผ่านก็ยังแก้ไขให้ เพื่อหวังเอาไว้จัดการฝ่ายตรงข้าม

     “หาก พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ต่อไปแบบนี้ เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยการปล่อยตัวกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคุณเป็นคนที่หลอกคนทั้งประเทศมาตลอดว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็เลื่อนไปเรื่อย คุณเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ” นายวรชัย กล่าว

“บิ๊กป้อม”บอกแจงต่างชาติแล้ว

    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ อาทิ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฮิวแมนไรท์วอทช์ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข ว่า “ก็เขาทำผิดกฎหมายหรือเปล่า”

     ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ชี้แจงเขาไปอย่างนั้น ก็ผิดกฎหมาย เราก็ให้ชุมนุมแล้ว ให้ชุมนุมอยู่กับที่ เมื่อเคลื่อนที่ก็ต้องดำเนินคดี ส่วนการประกันตัวเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่และศาล ไม่ใช่เรื่องของผม” ส่วนที่ถามว่าดูเหมือนหน่วยงานต่างประเทศยังไม่เข้าใจนั้น “นี่ก็ชี้แจงแล้วไง คุณเข้าใจไหม”

เผยน้ำมันถูก4ปีไม่มีใครพูด

    พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเสียงวิจารณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้นว่า ราคาก็ขึ้นทั้งโลก เวลาน้ำมันไม่ขึ้น 4 ปี ไม่เห็นว่าอะไร มีกำไรทำไมไม่ร้องเลย ก็ต้องเสียสละบ้าง เวลาที่น้ำมันลง ราคาถูก ไม่เห็นพูดกันเลย ส่วนที่ถามว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลใช่หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยว รัฐบาลคุมราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เวลานี้ก็แพงทุกเรื่องแล้วจะให้ทำอย่างไร ส่วนกังวลหรือไม่ว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อคะแนนเสียงหรือไม่นั้น ไม่กังวล เพราะคสช.ได้ทำเต็มที่

สั่งหาตัวคนบิดเบือนคำพูด “บิ๊กตู่”

     เมื่อถามถึงกระแสถล่มการทำงานเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านทางโซเชียล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ธรรมดา 10 ปีที่แล้วถามว่ามีหรือไม่ที่ไม่ถล่มรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ และมีการนำคำพูดของนายกรัฐมนตรีไปบิดเบือน เช่น เติมน้ำเปล่าแทนน้ำมัน จะต้องดำเนินคดี ส่วนขณะนี้ได้ติดตามตัวบุคคลที่บิดเบือนหรือยังนั้น ได้ติดตามแล้ว เมื่อถามย้ำว่า บุคคลที่กำลังติดตามอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ รองนายกฯ กล่าวว่า จะไปรู้ได้อย่างไร

     เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ศรีวราห์ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) เข้าพบเพื่อตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับการพาดพิง และการใช้ถ้อยคำดุด่าให้ร้ายตำรวจควบคุมฝูงชน ในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการบันทึกคลิปหรือวิดีโอเอาไว้ ขณะเดียวกันยังสั่งให้ ตำรวจ ปอท.ร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลที่มีการเผยแพร่ข้อความให้ร้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีเผยแพร่ภาพและข้อความ “บิ๊กตู่” ฟิวส์ขาด ด่ากราดประชาชน และไล่ให้ไปเติมน้ำเปล่าแทนน้ำมันดีเซล อีกทั้งยังมีข้อความระบุอีกว่า อย่าโง่ วอนประชาชนอย่าเรื่องมาก ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จ และไม่มีมูลความจริง

“บิ๊กป๊อก”ยันไร้แรงเคลื่อนไหว

     ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์ภายหลังแกนนำม็อบกลุ่มคนอยากเลือกตั้งถูกควบคุมตัว เกรงว่าจะมีการดาวกระจายของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยากเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ เกิดขึ้นหรือไม่ ว่า ทราบว่ายังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่อยากให้ทุกคนได้ทำไปตามกฎหมายเพราะอีกไม่นานก็จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ไม่ควรที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์แฝงตัวอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งและมีอาวุธสงครามรุนแรงด้วยนั้น เป็นการข่าวของฝ่ายความมั่นคง แต่ในพื้นที่ต่างๆ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรที่รุนแรง มองว่าเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน อย่างไรก็ตาม โดยปกติเจ้าหน้าที่ก็คอยดูแลความปลอดภัยและทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกๆ เรื่องทั้งเรื่องสภาพอากาศ สภาพความเป็นอยู่ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ได้มีปัญหาอะไร

     เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการตั้งพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(มปท.) เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวเพียงว่า “แล้วเป็นยังไง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม”

 

“สุเทพ”พร้อมให้คำปรึกษาพรรค

     วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวถึงการตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) ว่า หากมีประชาชนที่มีอุดมการณ์รวมตัวกันทำพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศ และมีอุดมการณ์ตรงกันก็ยินดีที่จะไปช่วยให้คำปรึกษา โดยจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระบบเขต หรือระบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีตำแหน่งบริหารในพรรคการเมือง และถ้าพรรคการเมืองดังกล่าวไปร่วมรัฐบาล จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้นในรัฐบาล จะไม่เป็นนักการเมืองตามที่เคยบอกไว้ เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

    นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทราบว่ากำลังจะตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งก็เป็นไปตามที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับแนวทางของพรรค ซึ่งไม่ใช่พรรคของตน แต่เป็นพรรคของประชาชนที่มีเจตจำนงปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจะทำกันต่อไป

“จุติ” ยันไม่กระทบ ปชป.

     ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย ของนายสุเทพ ซึ่งมีฐานเสียงเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า คิดว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลกับพรรคมาก เพราะประชาชนคงแยกออก แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกันว่าอยากปฏิรูปประเทศไทย และไม่เอาการเมืองระบอบทักษิณ ทั้งนี้การเมืองครั้งหน้าเป็นลักษณะฝ่ายหนึ่งอ้างประชาธิปไตย อีกฝ่ายอ้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฝ่ายหนึ่งต่อต้านเผด็จการ และอีกฝ่ายต่อต้านเผด็จการรัฐสภา แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมทำงานกับทุกคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ประเทศไทยต้องปฏิรูป และคนไทยต้องสามัคคี จะมาจากไหนก็ตามถ้าคิดอย่างนี้แล้วเชื่อว่าประเทศไทยจะเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

ยันอดีต ส.ส.มีชื่อถูกดูดยังอยู่

    เมื่อถามว่า จะแก้ปัญหาที่สมาชิกถูกดูดไปอย่างไร นายจุติกล่าวว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคก็พยายามพูดคุยกับพี่น้องร่วมอุดมการณ์อย่างเต็มที่เพื่อมาทำงานกับพรรค แต่ยังไม่มีใครลาออกตามที่เป็นข่าว ส่วนชื่อที่เป็นข่าวออกมา ก็ไม่มีการโทรศัพท์ไปถามเพราะเชื่อและไว้ใจในเพื่อน แต่หากไปจริงก็มีคนมาแทน ดูอย่างเมื่อปี 48 ก็มีอดีต ส.ส.ภาคใต้ย้ายไปพรรคร่วมรัฐบาล เราก็มี ส.ส.ใหม่ขึ้นมาแทน และคะแนนเราก็รักษาไว้ได้ แต่เราก็ไม่อยากให้ใครไป

“ยืนยันไม่กังวล เพราะเชื่อมั่นในอุดมการณ์เพื่อนร่วมงาน เพราะพรรคใหม่ก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องใหม่” นายจุติกล่าว

 

"สุรเชษฐ์” รับถูกพรรคสุเทพดูด

     ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ อดีต ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการถูกทาบทามต้องยอมรับว่าไม่ใช่แค่ตนที่ถูกทาบทาม แต่อดีต ส.ส.ใต้ทั้งหมดถูกทาบทามด้วยเช่นกัน ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปร่วมกับพรรคดังกล่าวหรือไม่ เพราะยังมีเวลาในการคิดทบทวนอีก การตัดสินใจคงต้องรอหลังจากถือศีลอดแล้ว ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้มีการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว หากตัดสินใจย้ายพรรคตอนนี้ก็คงต้องกลับไปลาออก ซึ่งหากย้ายพรรคไปก็ต้องมีการทำงานที่มีอุดมการณ์ที่ตรงกัน

    “คนจะทำงานเพื่อบ้านเมืองก็คงจะต้องดูเหตุผลว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ไปแล้วทำประโยชน์ได้ก็ยินดี ซึ่งมีการพูดคุยกันกับแกนนำของเราที่นับถือ หลายคนก็ให้เหตุผลดี ว่าหากมาอยู่พรรคดังกล่าวแล้วไม่สามารถชนะการเลือกตั้งก็ไม่มีประโยชน์” นายสุรเชษฐ์กล่าว

“เจะอามิง”แทงกั๊กไม่ยืนยันสมาชิก

    ด้านนายเจะอามิง โตะตาหยง อดีต ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องดังกล่าว และไม่มีการถูกทาบถามใดๆ ขณะนี้ยืนยันว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะไม่ได้มีการยืนยันสมาชิกพรรคก็ตาม อยากบอกว่า แม้มีการยืนยันสมาชิกพรรคแล้วแต่หากจะไปอยู่พรรคอื่นก็ลาออกไปได้อยู่ดี แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร เพราะต้องขอพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน เนื่องจากส่วนตัวมีคณะทำงานทางการเมืองเป็นทีม ก็ต้องถามคณะทำงานด้วยว่าหากจะไปทำงานร่วมกับที่อื่นจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งหากจะไปอยู่พรรคอื่นก็ต้องขอดูแนวทางการทำงานและนโยบายของพรรคด้วย

“เอนก”พร้อมนั่งหน.พรรคการเมือง

     นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกระแสข่าวการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า ไม่มีใครทาบทามให้ตนเป็นหัวหน้าพรรค หรือแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า เป็นเพียงผู้ก่อตั้งพรรค ขอให้รออีก 3 เดือน ก็จะให้สมาชิกพรรคทั้งหมดดำเนินการคัดเลือกหัวหน้าพรรค หากที่ประชุมมีมติเลือกก็พร้อมที่จะรับตำแหน่งนี้ แต่ไม่ใช่เริ่มต้นก็นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทั้งที่ยังไม่มีขา ไม่มีแขนแบบการเมืองเก่าๆ ที่ให้เป็นเพียงลูกน้องเจ้าของพรรค จะไม่เอาแบบนั้น เพราะเราทำพรรคแบบใหม่จากล่างขึ้นบนมากขึ้น

ลั่นเป็นโปรเจกท์สุดท้ายในชีวิต

    “หลังจากที่คสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมได้ ผมจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ได้ด้วยพรรคและนักการเมืองแบบใหม่ ประเทศจะกลับไปเป็นการเมืองอย่างเดิมอีกไม่ได้ และจะเดินหน้าผลักดันเรื่องความปรองดองให้สำเร็จด้วย เพราะถือเป็นโปรเจกท์สุดท้ายของชีวิต ผมจะสร้างพรรคคุณภาพของสมาชิกและประชาชน" นายเอนกกล่าว

    เมื่อถามว่า จะเดินไปทางไปจดแจ้งจัดตั้งพรรคด้วยตัวเองหรือไม่ นายเอนกกล่าวว่า ตอนนี้ยังอยู่ประเทศจีน คงไม่ไปจดแจ้งชื่อด้วยตนเอง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจดแจ้งจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น ทางผู้ก่อตั้งได้มอบหมายให้นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ไปจดแจ้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 08.00-09.00 น.

พท.ยินดีต้อนรับดีกว่าเป็นอีแอบ

     ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวนายสุเทพให้เจ้าหน้าที่ประสานไปยัง กกต. ขอจดแจ้งก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ว่า หากทำให้ชัดเจนถือเป็นเรื่องดี ยินดีต้อนรับพรรคการเมืองที่เข้ามาในแนวทางประชาธิปไตย ให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งทุกพรรค ส่วนพรรคการเมืองต่างๆ จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ คนต่อไปนั้น พอเริ่มมีการหาเสียงทุกอย่างจะชัดเจน แต่วันนี้ก็พอรู้ว่าใครอยู่ข้างไหนอย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทุกอย่างจะได้ชัดเจน ไม่ต้องเป็นอีแอบ ประชาชนจะได้เลือกถูกว่าจะสนับสนุนใคร

จับตากฎหมายส.ส.จะตีความ90วัน

     นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องกฎหมายการได้มาซึ่งส.ว. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพียงติดตามจากข่าวสารประชาสัมพันธ์ ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ที่ศาลบอกว่ายังคงเป็นไปตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบ่งกลุ่มส.ว.อยู่ เพียงแต่มีสองกลุ่ม แบบสมัครกันเองและแบบองค์กรเสนอ ที่น่าติดตามคือความเห็นของประธานยกร่างที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติและความไม่สุจริต จนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต้องตัดสินใจส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในท้ายที่สุดจะมีปัญหาหรือไม่ เช่นเรื่องการบล็อกโหวต อย่างไรก็ตามมองว่ากฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง 4 ฉบับกว่าจะคลอดออกมาได้ดูจะยากเย็นแสนเข็ญ

     “หากกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ประกาศใช้อีกหนึ่งฉบับ ก็จะเข้าเงื่อนไขว่าจะต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน เพียงแต่เป็นที่รู้กันว่ากฎหมายเลือกตั้งส.ส.แม้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วมิได้มีผลบังคับใช้ทันทีต้องทอดเวลาไปอีก 90 วันซึ่งก็ต้องติดตามกันแบบตาไม่กะพริบว่า จะตีความ 90 วันว่านับแต่เมื่อใด ที่พูดมาก็เพียงย้ำความทรงจำเพราะโรคความจำเสื่อมระบาดไปทั่วในบ้านเราขณะนี้” นายชูศักดิ์ กล่าว

 

‘ปริญญา’ เตือน คสช.ระวังติดลบ

     ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจับกุม 15 แนวร่วมคนอยากเลือกตั้งว่า บรรยากาศที่เห็นคล้ายกับตอนยึดอำนาจใหม่ๆ เมื่อปฏิวัติ มีกฎอัยการศึก ห้ามชุมนุม ห้ามเรียกร้อง การอยู่มา 4 ปีจึงมีความสำคัญ เพราะเท่ากับเวลาของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นรัฐบาลปกติหากบริหารดี ประชาชนก็ให้บริหารต่อ หากไม่ดีก็เลือกฝ่ายค้านขึ้นมา ดังนั้น การมาทวงโรดแม็พจึงเป็นสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศ ความผิดฐานชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไปไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เป็นความผิดเพราะคสช.บอกว่าผิด ตามคำสั่งคสช. ถ้าเป็นช่วงแรกๆ ก็พอเข้าใจ แต่นี่ 4 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้มาแล้ว 1 ปี สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ก็มีรับรองไว้ ดังนั้น การใช้มาตรา 44 ที่กระทบต่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เท่าที่จำเป็น สิ่งที่ควรพูดไม่ใช่เรื่องการให้ประกันตัว แต่ 15 คนจะต้องไม่ควรถูกฝากขังเลย จะผิดหรือถูกก็สู้คดีกันไป เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเรียกร้องของนักศึกษาก็เป็นอีกเรื่อง เพราะนี่เป็นวิถีทางของการแสดงโดยสงบ และปราศจากอาวุธ การเอาเหตุที่เข้าใจว่า จะมีฮาร์ดคอร์เข้ามาแล้วต้องเข้มงวดจนต้องขัง ถือว่าเยอะเกินไป

      “ด้วยความเคารพต่อคสช. ตัวเลขผู้ชุมนุมก็ไม่ได้สูง แต่ผลของการชุมนุมออกมาเยอะ เพราะเจ้าหน้าที่ไปขัดขวางไปจับกุม จึงเป็นเรื่องใหญ่ หากปล่อยให้แสดงออกตามสมควร ไปยื่นหนังสือ เรื่องคงไม่ใหญ่โต ผมเข้าใจว่า คสช.เกรงจะมีฝ่ายการเมืองเข้ามา จึงใช้มาตรการที่อาจจะเยอะไปหน่อยในการไม่ให้แสดงออก แต่เรื่องนี้หากทำไม่ดี จะเกิดกระแสตีกลับมายังคสช.ได้ เพราะกระแสคนส่วนใหญ่ยังรอรัฐบาลอยู่ ทางนายกฯ ก็ยังยืนยันเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะมีเลือกตั้ง ซึ่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็มองอยู่ เนื่องจากนายกฯ ไปสัญญากับประเทศต่างๆ ไว้ว่ามีเลือกตั้งแน่ แต่พอมีคนมาทวงถามวันเลือกตั้งแล้วไปจับเขา ดังนั้น กระแสคนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่เกิดอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงไม่ต้องฝากขังเลยให้เขาสู้คดีนอกคุกไป เพราะมันไม่ใช่ความผิดคดีร้ายแรงอะไร เอาพอเหมาะพอสมดีกว่า เดี๋ยวคสช.จะติดลบ และยิ่งเขาไม่ขอประกันตัว ยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่" นายปริญญา กล่าว

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended