วันที่ 8 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงถึงจำนวนผู้ขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาเป็นวันสุดท้าย โดยมียอดผู้ขอใช้สิทธิจำนวน 325,229 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาจากการออกเสียงประชามติปี 2550 จำนวน 82,767 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ทั้งนี้มีที่ยื่นขอใช้สิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ทางเว็บไซต์khonthai.comของกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบจากแอพพลิเคชั่นดาวเหนือ รวมทั้งตรวจสอบได้จากประกาศบัญชีรายชื่อหน้าหน่วยออกเสียงตั้งแต่วันที่28 ก.ค.เป็นต้นไป

          ส่วนการขอเข้ามาสังเกตการณ์ในวันออกเสียงขององค์กรต่างประเทศนั้น  แม้กกต.ไม่ได้เชิญ แต่ยินดีต้อนรับทุกประเทศ ขณะนี้มีติดต่อเข้ามา 3 ประเทศ คือ ติมอร์-เลสเต ภูฏาน และเนปาล และมีองค์กรระหว่างประเทศ 2 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (อันเฟรล) และ มูลนิธิเอเชีย (เดอะ เอเชีย ฟาวเดชั่น) ซึ่งในเบื้องต้นจะมีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติจำนวน 28 คน หากประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศใด ต้องการที่จะเข้าร่วมสังเกตการณ์ขอให้ติดต่อมายังกกต.อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันออกเสียงประชามติ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้กำหนดให้องค์กรสังเกตการณ์ในประเทศเข้าไปในหน่วย แต่ผู้ร่วมสังเกตการณ์ขององค์ระหว่างประเทศ สามารถเข้าไปในหน่วยออกเสียงได้ เนื่องจากเป็นวิธีปฏิบัติที่ทำมาต่อเนื่อง และถือว่าไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกเสียงครั้งนี้ อีกทั้งยังมีจำนวนไม่กี่คน แต่ถ้าเป็นองค์กรในประเทศนั้น จะมีคนจำนวนมากอาจเป็นหมื่นคนที่จะเข้าไปในหน่วยออกเสียงจนทำให้เกิดความวุ่นวายได้

          นายสมชัย ยังกล่าวถึง กรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารความเห็นแย้งสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เล่มที่ 2 ว่า ตนเห็นว่าเป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำขึ้นมา ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอมหากใช้คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดเพราะไม่ได้มีรัฐธรรมนูญปลอมแต่อย่างใด เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานกกต. เพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของฝ่ายสืบสวน แต่เท่าที่ตนตรวจสอบในเบื้องต้น เห็นว่า ไม่มีคำหยาบคายหรือปลุกระดม ส่วนจะมีข้อความใดที่เป็นเท็จหรือไม่ ต้องให้ทางกรธ.พิจารณาชี้ประเด็นว่าหน้าไหน บรรทัดใดเป็นเท็จ หากกรธ.ทำหนังสือมายังกกต.ก็จะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ตนอ่านแล้วก็มีความวิตกเหมือนกัน เพราะเห็นว่ามีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วย ก็เป็นเรื่องของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น หากเห็นว่าหมิ่นประมาทก็ไปแจ้งความดำเนินคดีเอง

          นายสมชัย กล่าวว่า นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และผู้บริหารสำนักกฎหมาย สำนักงานกกต. ให้ไปชี้แจงต่อศาลปกครองในวันที่ 11 ก.ค. เวลา 09.00 น.กรณีที่กลุ่มไอลอว์ยื่นขอให้เพิกถอนประกาศกกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ 2559 รวมทั้งขอให้ระงับการออกอากาศของรายการ 7 สิงหาประชามติร่วมใจ ต้องเข้าใจว่าขณะนี้ศาลปกครองยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา แต่การเรียกไปไต่สวนในครั้งนี้ก็เพื่อพิจารณาว่ารับจะหรือไม่รับเรื่องดังกล่าว ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงยังไม่มีความจำเป็นที่กรรมการกกต. ต้องไปชี้แจงด้วยตัวเอง แต่หลังจากวันที่11 ก.ค.นั้น การพิจารณาของศาลปกครองก็จะมี 3 แนวทาง คือ 1.ศาลปกครองไม่รับคำร้อง เรื่องนี้ก็จะจบ 2.รับและไต่สวนแล้วเห็นว่าประกาศกกต.ดังกล่าวไม่ผิด และ3.ไต่สวนแล้วเห็นว่าประกาศกกต.นี้ผิดและขอให้กกต.เพิกถอนประกาศดังกล่าว รวมทั้งระงับรายการ 7 สิงหาฯ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลออกมาแนวทางใด กกต.ก็พร้อมที่จะน้อมรับคำตัดสินของศาลปกครอง หากเห็นว่าผิด กกต.ยินดีที่จะยกเลิกประกาศและรายการดังกล่าว แต่ขอถามว่าทางกลุ่มไอลอว์จะน้อมรับคำตัดสินหรือไม่