royal coronation
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562
คนในข่าว

"พุทธะอิสระ" รอวันที่ฟ้าเป็นใจ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 - 10:45 น.
พุทธอิสระ,วัออ้อน้อย,นครปฐม,กปปส,สุเทพ เทิอกสุบรรณ,ลาสิกขา,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
Shares :
เปิดอ่าน 1,794 ครั้ง

คอลัมน์ 'คนในข่าว' จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย. 62

 

 

*************************

 

ถ้าเอ่ยชื่อ สุวิทย์ ทองประเสริฐ คนไทยต้องนึกแป๊บว่าคือใคร แต่ถ้าเอ่ยชื่อ พุทธะอิสระ” หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ตอนนี้คือ อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แหม...จะต้องร้องอ๋อทั้งบาง

 

เพราะหลังงานเพื่อชาติในนาม กปปส. จบลงในปี 2557 แล้วต้องเข้าเรือนจำ ถูกสึกจากการเป็นพระด้วยข้อหารุนแรง “อั้งยี่ ซ่องโจร” ตอนนั้นหลายคนฟันธงว่า “จบแล้วหลวงปู่”

 

หากหลังอยู่เรือนจำไม่กี่เดือน ก็ได้รับอิสรภาพออกมาหลังวันแม่แห่งชาติไม่กี่วัน คือ 15 สิงหาคม 2561 โดยอยู่ในช่วงรอลงอาญา ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็คงแล้วแต่มุมมองของคนรักคนชัง

 

แต่ที่แน่ๆ ลีลาของหลวงปู่ที่ออกมาประกาศขอกลับไปห่มเหลืองไม่กี่วันมานี้ และต้องติดเบรกหลบฉากไปเพื่อตั้งหลัก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

 

 

 

 

 

 

 

ห่มขาวก่อน รอจังหวะ

 

คงจำกันได้หลังจาก “อดีตพระพุทธะอิสระ” ได้รับการประกันตัวชั่วคราวจากศาลอาญา ในคดีรุมทำร้ายตำรวจสันติบาลช่วงการชุมนุม กปปส. ปี 2557 โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี เขาให้สัมภาษณ์สื่อว่าจะขอกลับไปห่มผ้าเหลืองอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2561

 

แต่ปรากฏว่ากระแสสังคมแม้จะมีกองเชียร์ แต่ก็มีแรงต้านปรากฏเป็นวงกว้าง อดีตพระเลยตัดสินใจไม่ฝ่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นตอนนั้น โดยโพสต์เฟซบุ๊กหลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ประกาศว่าเพื่อความสบายใจก็แล้วกัน

 

 

 

 

“การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้ บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่ บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่”

 

“เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ พุทธะอิสระขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม”

 

และบอกว่าระหว่าง 1 ปีต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ 1 ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

 

ตอนนั้น เหมือนๆ ว่ากระแสสังคมจะลดดีกรีความร้อนแรงลง หลังจากนั้นในหน้าเฟซบุ๊กของพุทธะอิสระ ก็มีแต่เรื่องราวของคนห่มขาวในท่ามกลางแวดล้อมของลูกศิษย์ลูกหา

 

มองๆ ไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม จากครั้งที่เคยนุ่งเหลืองห่มเหลืองเลยสักนิด

 

 

 

กิจการงานไม่ขาด

 

มีสิ่งหนึ่งที่คนซึ่งติดตามพุทธะอิสระรู้กันดี คือ ความกตัญญูกตเวทิตาที่มีต่อบุพการีมารดา อัมพร ทองประเสริฐ ที่สูงอายุมากแล้ว และป่วยนอนติดเตียง

 

พุทธะอิสระตอนที่ออกจากเรือนจำ แม้ไม่ทันวันแม่ แต่ช่วงเดือนกันยายน 2561 ก็ยังคงมีกิจกรรมทำบุญบูชาบุพการีเช่นเคย ภาพของบุตรชายที่ดูแลกอดหอมผู้เป็นมารดาของเขาไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป

 

แต่ในกิจทางอื่นที่เกี่ยวกับวัดอ้อน้อย พุทธะอิสระยังคงเป็นเหมือนที่ลูกศิษย์ลูกหาชาวบ้านร้านตลาดกราบไหว้ เป็นหลวงปู่ที่พวกเขาสุดนับถือบูชา

 

ส่องดูเฟซบุ๊กในช่องแสดงความคิดเห็น ยังคงมีการส่งกำลังแรงใจมาต่อเนื่องจากบรรดาแฟนคลับ เช่น “เหล็กแท้ไม่กลัวการทุบตี ทองแท้ๆ ไม่กลัวการเผาไฟ สาธุครับหลวงปู่”

 

 

 

 

งานเพื่อมวลชนงานแรกที่หลวงปู่ทำ เห็นจะเป็น “โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” โดยมูลนิธิธรรมะอิสระ วัดอ้อน้อย และคณะศิษย์ ร่วมกันไปแจกข้าวสาร อาหารแห้ง แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.ฉะเชิงเทรา อ.พนมสารคาม

 

แต่ที่จริง วัดอ้อน้อยไม่เคยร้างงานบุญ งานวันเด็ก งานวันสงกรานต์ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างคึกคักอลังการเช่นเคย ประชาชนแห่แหนเข้ามารับน้ำมนต์จากหลวงปู่ของพวกเขาล้นหลาม ไม่ต่างไปจากเก่าก่อน

 

อย่างงานใหญ่พิธียกองค์พระมหาพุทธพิมพ์นาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ซึ่งอดีตพระพุทธอิสระ นุ่งขาวห่มขาวเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากมาร่วมในพิธีดังกล่าว

 

วันนั้นยังมีทีเด็ดคือ คนไทยยังได้เห็นภาพของมิตรรักคนเดิม อย่าง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ในงานด้วย แต่วันนั้นเขามาในฐานะผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) หวนคืนเส้นทางการเมืองแบบหลังฉากซะอย่างนั้น ! 

 

 

 

 

 

 

 

ศรัทธาคือศรัทธา

 

 

พูดถึงเรื่องความศรัทธา สำหรับศิษยานุศิษย์ที่มีต่ออดีตพระพุทธะอิสระนั้น ไม่เพียงเป็นไปตามที่มีการยืนยันว่าในการประกอบพิธีลาสิกขาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น พุทธะอิสระยังไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา ดังนั้น ในทางพระธรรมวินัย จึงไม่ถือว่าขาดจากการเป็นพระ แต่ในทางกฎหมายก็ต้องยอมรับในข้อนี้

 

แต่ในทางหัวใจ คนที่เมื่อเลื่อมใสศรัทธาไปแล้ว รากที่ฝังลึกย่อมถอนไม่ง่ายแม้จะสวมใส่สีอะไร ภาพที่มีผู้คนมาร่วมงานบุญต่างๆ ที่วัดอ้อน้อยจำนวนมาก ยืนยันอย่างดีว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

และในงานเดียวกันนั้น คนใหญ่อย่างลุงกำนันเข้าไปกราบอดีตพระพุทธะอิสระ พร้อมระบุว่า “ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระ และในชีวิตได้ร่วมทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินกับท่านหลวงปู่” ก็ไม่แปลก

 

 

 

 

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาก่อนนั้นไม่นานหลวงปู่ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าเรื่องราวของ “มิตรภาพ” ว่ามักเกิดขึ้นในเวลาที่เรายากลำบาก หลังจากที่เจอคำสั่งสำนักงานพุทธศาสนาฯ มิให้ผู้ที่ต้องคำพิพากษาแล้วรอลงอาญาคุมความประพฤติบวชได้

 

มิตรภาพของหลวงปู่วันนั้น มาจากคนปลายสายที่ชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์  ที่โทรมาถามไถ่ความรู้สึกจากข่าวร้าย

 

“ฉันตอบแก่คุณจตุพรไปว่า ไม่เห็นเป็นไร การที่มหาเถรฯ ออกกฎมาเช่นนั้น ถือว่าเป็นการดีต่อพระธรรมวินัยในอนาคตเสียด้วยซ้ำ จักได้มีการคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เข้ามาทำความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา”

 

“วันข้างหน้าพระสงฆ์จักได้งามสง่า เป็นที่น่าศรัทธาในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็ได้ประกาศออกไปก่อนที่จักมีคำสั่งนี้มาร่วมอาทิตย์แล้วว่า จะยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลือง จนกว่าจะหมดเวลาคุมความประพฤติ”

 

ลงท้ายว่า "อยู่มาได้ถึงวันนี้ จะอยู่ต่อไปอีกปีหนึ่งในชุดขาว จักเป็นอะไรยังไงจิตใจฉันก็ยังเป็นพระอยู่ ไม่เป็นไร ประเทศชาติต้องมาก่อน

 

แน่นอน นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ก่อนจะถึงวันนี้ที่่ดูเหมือนว่ากองเชียร์อาจต้องร้องเพลงปลอบใจ “ไกลเท่าเดิม” สำหรับการตั้งจิตจะบวชอีกครั้งในปีนี้ของอดีตพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย

 

เมื่อที่สุดแล้ว กระแสต่อต้านยังคงมีแรงสั่นสะเทือนอยู่ อย่างเหตุร้ายที่มีคนมาลอบเผารถกระบะ 4 ประตู ช่วงวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนหน้านั้น หลายคนก็ตั้งประเด็นว่าอาจเกี่ยวกับหลายเรื่องๆ ที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องนี้ด้วย !

 

 

 

เพื่อชาติ...รอบล่าสุด

 

อย่างไรก็ดี เหตุผลหลักๆ ซึ่งอดีตพระได้ระบุชัดเจนคือ ไม่เพียงทำตามคำแนะนำของคอลัมนิสต์ไทยโพสต์ “เปลว สีเงิน” ที่ได้เขียนให้คำแนะนำในลักษณะทบทวนเลื่อนออกไปก่อน

 

แต่ยังมีสาเหตุที่บวชตอนนี้ไม่ได้ คือเรื่องของ “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์” ว่าด้วยเรื่องของกฎหมายเถรสมาคมที่มีข้อห้ามว่า ห้ามภิกษุหรือบุคคลผู้ต้องคดี หรือถูกกล่าวหาในคดีอาญาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ตนเองยังมี “คดีกบฏ” ติดค้างอยู่ ต้องรอให้หมดคดีกบฏก่อน

 

อีกทั้งการบวชต้องมีการถาม “อันตรายิกธรรม” หนึ่งในอันตรายิกธรรมก็คืออันตรายที่เกิดจากพรหมจรรย์ก็คือการต้องกรณีพันธะไทย ก็คือเป็นพันธะต่อราชการบ้านเมือง เช่นหนีทหาร เป็นคดี เป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งก็เป็นข้อห้ามที่พระอุปัชฌาย์บวชให้ไม่ได้ ซึ่งตนเองอยู่ในข้อห้ามนั้น 

 

“เพราะฉะนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม จึงไม่สามารถกล่าวคำบวชได้ ตกลงปลงใจว่า กลางปีหน้าหรือปลายปีหน้าก็คงจะสิ้นสุดคดีกบฏ หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่”

 

หลังเข้ากราบขอขมามารดาที่กลับไปห่มผ้าเหลืองตามคำขอจากโยมแม่ไม่ได้ โดยระบุว่า

 

“เรื่องความปรารถนาของโยมแม่ที่ป่วยนอนติดเตียง ต้องการจักเห็นพุทธะอิสระกลับไปนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก่อนที่ท่านจักตาย ก็คงต้องพยายามประคับประคองยืดอายุขัย มิให้แม่ต้องเป็นอะไรไปเสียก่อนที่คดีกบฏจะยุติลง เพื่อเราจักได้กลับไปห่มผ้าเหลืองให้ท่านได้เห็นก่อนตาย”

 

 

 

 

ดังนั้นหลังจากนี้ ที่ต้องทำคือ ถ้าพ้นจากคดีความ ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ คือกล่าวคำลาสิกขาแล้วขอบวชใหม่ เพราะถ้าไม่กล่าวคำลาสิกขาแล้วไปบวชจะเป็นกรรม 2 กรรมซ้อนกันก็จะผิดคำวินัยอีก แต่ถ้าที่สุดแล้วศาลพิจารณาโทษ ต้องติดคุก ก็คงต้องยอมรับสภาพ

 

ถึงตอนนี้แม้กองเชียร์จะต้องร้อง “สาธุ” กันทั่วเมือง เมื่อหลวงปู่คนดังบอกว่าทั้งหมดทำโดย “โลกไม่ให้ช้ำ..ธรรมก็ต้องไม่เสีย” แต่หลายคนก็อดที่จะกังวลไม่ได้ ว่าวันที่จะได้เห็นหลวงปู่นุ่งเหลืองเรืองรองเช่นเก่าก่อน...จะมีวันนั้นอีกหรือไม่

 

***************************

 

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ