วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องทุกข์จากพ่อค้าแม่ขาย บริเวณหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการผู้บริหารจัดการพื้นที่ให้เช่าทำมาค้าขาย โดยกล่าวหาว่านำอาคารศูนย์อาหารที่ก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณของจังหวัดนครพนม ไปให้กลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่ตั้งเป็นร้านกาแฟ และร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่อาคารหลังนี้มีวัตถุประสงค์ใช้ในการแสดงสินค้าพื้นเมือง จากประชาชนในอำเภอต่างๆ ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

 หลังลงพื้นที่ก็พบกับกลุ่มผู้ค้าขาย ที่ได้รับผลกระทบจำนวนหนึ่งยืนรอให้รายละเอียด เช่น นายสมศักดิ์ บุญสุวรรณ อายุ 62 ปี ผู้ขายผลไม้แช่เย็น เปิดเผยว่าเดิมค้าขายอยู่ภายในบริเวณวัด ภายหลังเตรียมนำองค์พระธาตุพนมขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทางวัดก็ให้ย้ายออกมาขายอยู่ด้านนอก  โดยมีคณะกรรมการฯจัดสรรสถานที่ให้ ส่วนหนึ่งไปอยู่ข้างบึงธาตุใกล้สถูปพระธาตุพนมองค์เดิมที่ล้ม จ่ายค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท และส่วนที่เหลือก็ตั้งแผงขายอยู่ในอาคาร และรอบๆบริเวณดังกล่าว

 

ต่อมามีผู้กว้างขวางคนหนึ่ง ใช้อิทธิพลขับไล่ผู้ค้าขายในอาคารหลักออกไปอยู่ที่อื่น แล้วนำสถานที่ดังกล่าวไปมอบให้บริษัทเอกชนเช่าในราคาปีละ 50,000 บาท เมื่อมีผู้คัดค้านว่าไม่มีที่ขายของ ผู้กว้างขวางก็บอกให้กลับไปอยู่บ้าน

 ขณะที่นางบุญตา ทวีโคตร แม่ค้าเสื้อผ้า เล่าว่าหลังถูกให้ย้ายออกจากภายในวัด กลุ่มพวกตนก็ออกมาตั้งแผงที่ทางกรรมการจัดสรรให้ ยอมรับว่าส่วนหนึ่งได้ยกเว้นค่าเช่าเพราะยังขายของกันไม่ได้ แต่ก็ถูกดันให้ไปขายแถวๆห้องน้ำ พวกตนเรียกแถวนั้นว่าป่าอึ แล้วจะมีนักท่องเที่ยวคนไหนมาซื้อของ และการเปิดให้เอกชนเข้ามาทำร้านกาแฟนั้น กลุ่มผู้ค้าขายก็ไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าทางวัดต้องการเก็บค่าเช่าก็บอกมา ไม่ใช่ยกให้บริษัทเอกชนกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาดำเนินกิจการ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของทางจังหวัดนครพนม ที่จะให้เปิดเป็นอาคารแสดงสินค้าพื้นเมือง

 

 

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังอำเภอธาตุพนม ก็ได้รับคำตอบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอำนาจของกรรมการผู้บริหารวัดพระธาตุพนมฯ และเมื่อไปยังสำนักงานจัดผลประโยชน์ เช่าที่ดิน-ร้านค้า วัดพระธาตุพนมฯ มีเพียงเจ้าหน้าที่และตำรวจอยู่เวรเท่านั้น

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม