ฟ้าไม่มีตา!!เปิดชีวิตจริงยิ่งกว่าละครหนุ่มใหญ่เมืองคอนขับรถ บ.ขนส่งพลิกคว่ำพิการขาด้วนพร้อมเมียรักไร้การช่วยเหลือฟ้องเรียกค่าเสียหาย 7 ล้านและ 5 ล้านศาลพิพากษาให้ 1.5 แสนแต่เจ้าของบริษัทหนีไม่ยอมจ่ายไร้บังคับคดีโร่ร้องทุกหน่วยงานเมิน-เผยใจเมตตารับเลี้ยงเด็กถูกทิ้งอีก 2 คนสุดยากเข็ญแร้นแค้น

(15 พ.ค.2563)  ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นายภมร แก้วกาบิน อายุ 51 ปี ผู้ ชาว อ.เมือง  จ.นครศรีธรรมราช ได้พิการที่ขาขวาประสบอุบัติจนต้องถูกตัดขาขาดตั้งแต่เขาลงมา  เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน โดยเล่าเรื่องราวชีวิตสุดรันทดของครอบครัวให้ฟังว่าได้อยู่กินกับนางกันติมา แก้วกาบิน ปัจจุบันอายุ 49  ปี ก่อนหน้านี้ตนทำงานเป็นพนักงานขับรถของบริษัทขนส่งบริษัทหนึ่ง ใน จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อ ปี 2549 ได้มีเพื่อนบ้านนำ ด.ช.ธเนศ (ขอสงวนนามสกุล) วัย 1 เดือนมาจ้างให้เลี้ยง โดยตกลงจะให้ค่าเลี้ยงดูวันละ 120 บาท แต่ตนและภรรยาก็ไม่เคยได้รับเงินค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว เพราะพ่อแม่ของเด็กทิ้งลูกหลบหนีหายไป ตนและภรรยาจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกของตัวเอง ซึ่งในปีเดียวกันตนและภรรยาขับรถไปส่งของและเกิดประสบอุบัติเหตุรถเสียหลักพลิกคว่ำที่เขาพลายดำ ต.ทุ่งใส อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช จนตนต้องถูกตัดขาขวาตั้งแต่เข่าลงมากลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ในขณะที่นางกันติมา ภรรยาได้รับบาดเจ็บขาหัก 2 ข้าง ต้องใส่เหล็กดามจนขาขวาพับงอไม่ได้กลายเป็นคนพิการเช่นกัน

            “หลังออกจาก รพ.ตนจึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ โดยกู้เงินนอกระบบมาจำนวนหนึ่ง แต่ระยะหลังไม้หายากต้นทุนสูง จึงประสบกับภาวะขาดทุน กลายเป็นหนี้เป็นสิน  ส่วนนางกันติมา ซึ่งพิการขาพับไม่ได้ จึงนั่งร้อยสร้อยลูกปัดขาย ทำให้ครอบครัวลำบากแร้นแค้นต้องอาศัยข้าวจากวัดใกล้บ้านประทังชีวิต ในขณะที่ซึ่งบริษัทไม่ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด จนในที่สุดตนต้องหันมายึดอาชีพเก็บของเก่าตามถังขยะ และริมถนนมาขายหารายได้ประทั้งชีวิตได้วันละ 50-150 บาท จนกระทั้งเมื่อปี 2557 ได้มีพ่อแม่ของ ด.ช.ธีรสิทธิ์ (ขอสงวนนาสกุล) ได้นำ ด.ช.ธีรสิทธิ์ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในวัยแบเบาะอายุได้เพียง 9 วัน มาว่าจ้างให้เลี้ยงอีก โดยบอกว่าจะให้ค่าแรงวันละ 200 บาท โดยตนและนางกันติมา ภรรยาคิดว่าจะได้เงินค่าจ้างมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงรับเลี้ยง ด.ช.ธีรสิทธิ์ไว้อีกคน แต่ก็เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก เพราะพ่อแม่ของ ด.ช.ธีรสิทธิ์  ก็หนีหายไปไม่กลับมาอีกเลยเช่นกัน  ทุกวันนี้ตนและภรรยาต้องรับภาระเลี้ยงดู  ด.ช.ธเนศ  และ ด.ช.ธีรสิทธิ์ ตลอดไป โดยเลี้ยง ด.ช.ธเนศ อายุ 14 ปี พร้อมส่งเสรยให้เรียนปัจจุบันอยู่ชั้น ม.2 โรงเนียนแห่งหนึ่ง ส่วน ด.ช.ธีรสิทธิ์ เลี้ยงมาจนอายุ 6 ขวบ ยังไม่ได้เข้าเรียน โดยตนและภรรยาซึ่งพิการทั้งสองคนต้องสู้ทนเลี้ยงเด็กทั้งสองและอยู่กันไปตามยถากรรม” 

วอนเมตตา ผัวเมียขับรถส่งของคว่ำพิการ ไร้เยียวยา มีเมตตาเลี้ยงเด็กพ่อแม่ทิ้งอีก 2คน เก็บขยะขายประทังชีวิต

 

นายภมร แก้วกาบิน  กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่ตนเป็นพนักงานขับรถของบริษัทขนส่งประสบอุบัติเหตุถูกตัดขาขวากลายเป็นผู้พิการ และกับภรรยาที่พิการขาพับงอไม่ได้ 1 ข้างนั้น ทางบริษัทไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่เรื่องเงินชดเชยจากประกันสังคมก็ไม่ได้รับ ซึ่งเคยร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมไปเมื่อหลายปีก่อนแต่เรื่องก็เงียบหาย จนตนเดินทางไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และในส่วนกลาง รวมทั้งมูลนิธิ ฯชื่อดังที่ช่วยเหลือทางสังคมเป็นข่าวมาตลอด ในตอนแรกทุกหน่วยงานก็รับปากช่วยเหลือและติดต่อประสานงานกับตำรวจ ทนายความ สื่อมวลชน และมูลนิธิ ฯ ซึ่งตนต้องเดินทางไปติดต่อเรื่องนี้ที่กรุงเทพอย่างต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน โดยมีผู้ใจบุญเอื้อให้ที่พักอาศัย และในระหว่างนั้นมีการทำสำนวนคิดค่าเสียหายต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของบริษัทขนส่ง 7 ล้าน ทำให้ตนและภรรยามีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตมากขึ้น เพราะทนายและทุกหน่วยงานต่างยืนยันว่าตนจะได้รับการเยียวยาชดเชยค่าเสียหายตามที่เรียกร้องอย่างแน่นอน หรือจะได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อยแต่ต่อมาเจ้าของบริษัทขนส่งออกมาประกาศว่า “จะไม่มีวันช่วยเหลือใด ๆ อย่างเด็ดขาด และจะทำให้ตนและภรรยาอยู่เหมือนหมาจรจัด” ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาประกาศเพราะหลังจากนั้นทุกหน่วยงาน ทุกองค์ ไม่เว้นมูลนิธิดัง ทนาย ในส่วนกลางที่เคยรับปากและออกข่าวช่วยเหลือตนในตอนแรก ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีกันไปหมดอย่างน่าสงสัย จนไม่มีหน่วยงานใด องค์กรใด ให้ความสนใจเรื่องของตนและไม่ให้การช่วยเหลือตนใด ๆ อีกเลย

            “ในที่สุดต้องก้มหน้ากลับมาอยู่ จ.นครศรีธรรมราช พบว่าบ้านที่เช่าอยู่เจ้าของบ้านได้นำกุญแจใหม่มาปิดล็อคไม่สามารถเข้าไปเอาข้าวของและเครื่องมือช่างไม้ได้ เพราะตนค้างค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,500 บาทไว้นาน 8-9 เดือน  ถัดมาได้เปลี่ยนทนายความและทนายความได้ยื่นฟ้องต่อศาลเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน แต่ในระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาล ตนรู้สึกไม่ชอบมาพากลเพราะดูเหมือนเจ้าของบริษัทเขาจะกว้างขวางมาก จนทุกคนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมพยายามพูดจาไกล่เกลี่ยเข้าข้างเจ้าของบริษัททั้งหมด  จนเมื่อศาลพิพากษาตัดสินให้เจ้าของบริษัทจ่ายเสียหายให้ตนแค่ 1.5 แสนจากที่เรียกไป 7 ล้าน 5 ล้านและต่อสู้คดีกันจนถึงที่สุดศาลก็พิพากษายืนให้เจ้าของบริษัทจ่ายค่าเสียหายให้ตนเท่าเดิมแค่ 1.5 แสน”

วอนเมตตา ผัวเมียขับรถส่งของคว่ำพิการ ไร้เยียวยา มีเมตตาเลี้ยงเด็กพ่อแม่ทิ้งอีก 2คน เก็บขยะขายประทังชีวิต

วอนเมตตา ผัวเมียขับรถส่งของคว่ำพิการ ไร้เยียวยา มีเมตตาเลี้ยงเด็กพ่อแม่ทิ้งอีก 2คน เก็บขยะขายประทังชีวิต

นายภมร แก้วกาบิน กล่าวอีกว่า หลังศาลพิพากษาถึงที่สุดเจ้าของบริษัทขนส่ง ได้เข้ามาหาตนพร้อมชี้หน้าใส่ตนและกล่าวตะคอกอย่างไม่พอใจใส่ตนว่า “ถึงศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุด มึงอย่าคิดว่าจะได้เพราะกูจะไม่ยอมจ่ายให้มึงสักบาทเดียว กูจะให้มึงกับเมียอยู่เหมือนหมาจรจัดให้ได้” และเจ้าของบริษัทขนส่งก็ไม่จ่ายค่าเสียหายตามคำพากษาจริง ๆ ปัจจุบันเขาย้ายบริษัท ฯหนีไปอยู่กรุงเทพ ตนติดตามทางบังคับคดีต่อเนื่องมาหลายปีแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าจนอ่อนใจในปัจจุบันตนก็ยังไม่ได้รับเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษาแม้แต่บาทเดียว  ซึ่งตนเครียดมากและพยายามจะสู้ชีวิตอย่างที่สุดเพราะนอกจากตนและภรรยาที่พิการทั้งคู่แล้ว ยังภาระต้องรับผิดชอบชีวิตเด็กที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เลี้ยงดูส่งเสียอีก 2 คน ตนจึงต้องกัดฟันสู้ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหมดลมหายใจ

            “แต่สิ่งที่ตนสงสัยและเจ็บปวดใจมาตลอดคือเรื่องความยุติธรรมในประเทศไทยนี้มันมีจริงหรือ มันยังมีอยู่จริงหรือไม่ หน่วยงานภาครัฐเขาอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนตาดำ ๆ ที่ยากจนและต้องพิการทั้งผัวและเมียไม่ได้เลยหรือ ตนทำงานกับบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อประสบอุบัติเหตุพิการขาขาด เมียก็พิการขาใช้การไม่ได้ค่าเสียหายทนายความคิดรวบรวม 5 ล้าน 7 ล้านยืนห้องศาล  แต่คำพิพากษาให้แค่ 1.5 แสน ที่สำคัญผ่านมาหลายปีก็ยังไม่ได้สักบาทเดียว มันไม่ยุติธรรมสำหรับผมเลย ผมทำความดีมาตลอดชีวิต มีแต่ความเมตา กรุณาช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากมาตลอด สู้ทนยอมเลี้ยงดูเด็กที่พ่อแม่ทิ้ง 2 คน แต่ในที่สุดผลที่ผมและภรรยาได้รับคืออะไร ฟ้ามีตาบ้างหรือไม่ ทำไมถึงโหดร้ายกับผมถึงขนาดนิ้ ผมไม่อยากเรียกร้องขอความช่วยเหลือเป็นธารน้ำใจจากผู้ใจบุญรายใดในประเทศนี้เลย   แต่มาถึงวันนี่บ้านเมืองเจอวิกฤติไวรัสโควิด -19 ผมและครอบครัวรวม 4 ชีวิตมันสุดแสนรันทดแร้นแค้นจริง ๆ หากใครที่ใจบุญและเห็นว่าผมไม่ใช่คนชั่วช้าเลวทราม พอจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผมบ้าง  ผมจะไม่ปฏิเสธน้ำใจของทุกคนและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง อย่างน้อยพอให้ผมได้นำเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้านเพื่อให้ได้เอาข้าวของและเครื่องมือช่างออกมาทำงานช่างไม้ทำเฟอร์นิเจอร์ผมก็พอใจแล้ว  และหากหน่วยงานใดหรือใครทำให้ผมได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากเจ้าของบริษัทขนส่งตามคำพิพากษา 1.5 แสนเท่านี้ผมก็พอใจแล้ว” นายภมร กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าเวทนาสงสาร

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ได้ช่วยกันขนขวดน้ำพลาสติกที่พนักงาน เจ้าหน้าที่ในศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.ฯซื้อมาดื่มและทิ้งขวดกองไว้มาใส่รถ จยย.พ่วงข้างของนายภมร  เพื่อให้นำไปขายสร้างความดีใจให้กับนายภมร เป็นอย่างมาก ก่อนขึ้นขับรถ จยย.พ่วงข้างออกไปเก็บขวดพลาสตอกและของเก่าตามริมถนนและถังขยะตามปกติต่อไป โดยหากผู้ใจบุญท่านใตเมตตาจะช่วยเหลือนายภมร ติดต่อช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 018-6761299.

 

ภาพ/คลิป  ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ยุทธนะ  เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช