วันที่ 24 ก.พ. 2563  พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป  ผกก.สภ.เมืองพิจิตร ได้พบกับกลุ่มชาวนาจำนวนเกือบ 50 คน ที่มาแจ้งความร้องทุกข์ ที่ สภ.เมืองพิจิตร โดยมี น.ส.วิรัตน์ ใจซื่อ กำนัน ต.เนินกลุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก  เป็นผู้นำพาชาวนากลุ่มนี้มาแจ้งความ โดยชาวนาที่มาทั้งหมดนี้ให้ปากคำกับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองพิจิตร ว่า ตนเองเป็นชาวนาอยู่ในเขต ต.เนินกุ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อติดกับ ต.ป่ามะคาบ อ.เมืองพิจิตร โดยเมื่อช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เมื่อเกี่ยวข้าวได้แล้วจึงได้ใช้รถบรรทุกผลผลิตไปขายที่ท่าข้าวแห่งหนึ่ง  ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 8  ต.ป่ามะคาบ อ.เมืองพิจิตร  ซึ่งเป็นท่าข้าวหรือจุดรับซื้อข้าวเปลือกที่พวกตนคุ้นเคยและนำข้าวเปลือกมาขายหลายครั้งแล้ว ซึ่งอดีตท่าข้าวแห่งนี้ก็ทำมาค้าขายกับชาวนามาได้ด้วยดี แต่พอฤดูกาลนี้กลับกลายเป็นว่ารับซื้อข้าวแล้วไม่มีเงินจ่าย อ้างว่าขาดทุนจากการที่ซื้อแพงแล้วต้องไปขายถูกทำให้ขาดทุนไม่มีเงินมาจ่ายให้กับชาวนา ส่วนชาวนาก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เนื่องจากต้องหาเงินไปจ่ายค่าเช่านา ค่ายา ค่าปุ๋ย ค่ารถเกี่ยวข้าว เมื่อเดือดร้อน จึงต้องรวมตัวกันมาแจ้งความ

ในส่วนของ  น.ส.วิรัตน์  ใจซื่อ  กำนันตำบลเนินกลุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ลูกบ้านของตนที่เป็นชาวนาและได้รับความเดือดร้อนมาแจ้งความในครั้งนี้ประมาณ 34 ราย  รวมเป็นเงินแล้วประมาณ 1.7 ล้านบาท นอกจากนี้ยังทราบว่าท่าข้าวแห่งนี้ก็ไปเปิดจุดรับซื้อในเขต ต.สากเหล็ก ต.เนินมะปาง ซึ่งก็ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องไม่ได้จ่ายเงินให้กับชาวนาด้วยเช่นกัน แต่ส่วนชาวนา ต.เนินมะปราง และ ต.สากเหล็ก จะมาแจ้งความหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผกก.สภ.เมืองพิจิตร กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในเบื้องต้นได้แยกชาวนาที่มาแจ้งความนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้ที่ขายข้าวเปลือกแล้วไม่ได้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ขายข้าวเปลือกแล้วได้เงินเพียงบางส่วน ทั้งนี้เพื่อให้แนวทางสืบสวนบังคับใช้กฎหมายให้ตรงกับพฤติการณ์ที่อาจต้องแบ่งแยกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งต่อไป

สิทธิพจน์ ผู้สื่อข่าว จ.พิจิตร