วันที่  25 พ.ย. 2562  นายพิศ   วิริยะอารีธรรม “สจ.พิศ” รองประธานสภา อบจ.พิจิตร ,  นายพงษ์ศักดิ์   เหลืองวิจิตร “สจ.เอก” , นายโกมุท  ปัญจมาภิรมย์ “สจ.เมย์”  ได้ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือจี้ สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 ( สตง.ภาค 11 นครสวรรค์ ) ร้องทุกข์ร้องเรียนชี้เบาะแสขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการเกี่ยวกับการที่ อบจ.พิจิตร ที่มี นายชาติชาย   เจียมศรีพงษ์  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร และยังเป็น นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดพิจิตร โดยในหนังสือร้องทุกข์ร้องเรียนมีข้อความโดยย่อว่า จากการที่ สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ได้เคยมีการตรวจสอบ อบจ.พิจิตร และ ยืนยันข้อทักท้วง กรณี อบจ.พิจิตร เบิกจ่ายเงินอุดหนุนสมาคมกีฬาจังหวัดพิจิตร ไม่ชอบด้วยระเบียบ และต่อมาเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2559 กระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีหนังสือยืนยันข้อทักท้วงดังกล่าวส่งมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร... ว่า ขอให้ดำเนินการทางแพ่งโดยให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ ค่าเสียหายจำนวน 13.8 ล้านบาท และ ให้ดำเนินการทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ก็มีหนังสือจากรองผู้ว่าฯพิจิตร ชี้ว่า อบจ.พิจิตร จ่ายเงินหนุนสมาคมกีฬาจังหวัดพิจิตรไม่ชอบด้วยระเบียบ เรื่องผ่านมาจนถึงวันนี้กลับไม่มีความชัดเจน คล้ายดั่งว่ามีการปกปิดซ่อนเร้นเรื่องดังกล่าว สจ.ทั้งสามท่าน จึงมายื่นหนังสือเร่งรัดเพื่อต้องการความโปร่งใส

 

 

 

        อีกทั้ง สจ.ทั้งสามท่าน ยังได้นำร่างข้อบัญญัติเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของ อบจ.พิจิตร ไปแสดงให้กับ สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 พิจารณาดูถึงความไม่ชอบมาพากลในการใช้งบประมาณมากถึง 19 ล้านบาทเศษ เพื่อซื้อเครื่องออกกำลังกายและอุปกรณ์จำนวน 29 ประเภท ที่ทุกรายการมีราคาสูงเกินความเป็นจริง อีกทั้งคุรุภัณฑ์กีฬาที่จะซื้อมานั้นเป็นเครื่องเพาะกายทั้งสิ้น มิใช่เครื่องออกกำลังกายพื้นฐาน ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้ใช้ประโยชน์ในการออกกำลังกาย สจ.ทั้งสามท่าน ได้คัดค้านในสภา แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ซึ่งมองว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ก่อประโยชน์จากประชาชน จึงนำเรื่องมาให้ สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมตามระเบียบและข้อกฎหมาย...นอกจากนี้ยังได้เปิดโครงการที่ อบจ.พิจิตร จะใช้งบประมาณ 11.5 ล้านบาท หนุนสมาคมกีฬาพิจิตร  ที่มี นายชาติชาย  เจียมศรีพงษ์ เป็นนายกสมาคมกีฬา  โดยยกตัวอย่างและชี้ให้ดูถึงโครงการแข่งขันชกมวยไทยที่ อบจ.พิจิตร หนุนสมาคมกีฬา ที่จะจัดถึง 12 ครั้ง ที่ใช้เงินรวมมากถึง 3 ล้านบาท ซึ่งการจัดแต่ละครั้งส่วนใหญ่ก็เป็นนักมวยเด็ก หรือนักมวยจากค่ายมวยพื้นบ้าน ที่มีมาชกจริงก็ประมาณ 10- 12 คู่ โดยยกตัวอย่างรายการค่าใช้จ่ายเกือบทุกรายการแพงเกินความเป็นจริง และเท่ากันในทุก 12 ครั้ง ที่จัด  เช่น  ค่าทำสื่อประชาสัมพันธ์ 30,000 บาท , ค่าถ้วยรางวัล 20 ใบ 27,000 บาท , ค่าเวชภัณฑ์ที่ผู้ร้องคาดว่าน่าจะเป็นเวชภัณฑ์จำพวก น้ำมันมวย หรืออุปกรณ์แก้ฟกช้ำดำเขียว หรือ เย็บแผลแตก ตั้งไว้เป็นเงินมากถึง 25,000 บาท , ค่าน้ำดื่ม-น้ำแข็ง 40,000 บาท ที่ใช้ดื่มกินในวันจัดชกมวย แค่คืนเดียว ฯลฯ

 

 

 

             ซึ่งจากการเข้าร้องทุกข์ ร้องเรียนของ สจ.ทั้งสาม  สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 ( สตง.ภาค 11 นครสวรรค์ ) ได้รับเรื่องไว้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า เรื่องเดิมที่ได้สรุปและตัดสินชี้ขาดไปแล้ว ส่งให้จังหวัดพิจิตร ดังนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดก็คือ ผู้ว่าฯพิจิตร จะต้องดำเนินการรวบรวมหรือจัดการ รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ( ป.ป.ช.พิจิตร ) จะต้องเป็นผู้รับลูกดำเนินการต่อ หาก ป.ป.ช.พิจารณาเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดตามข้อร้องเรียนจริงหรือตามความเห็นของ สตง. ป.ป.ช. ก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6 เพื่อส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ  ภาค 6  ส่วนของใหม่ตามข้อบัญญัติ 2563 ที่มีข้อร้องเรียน ว่า อบจ.พิจิตร ใช้งบฯหนุน สมาคมกีฬาพิจิตร ไม่ถูกต้องนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำผิดจริงตามข้อร้องเรียนก็เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระที่ สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 จะต้องดำเนินการต่อไป

 

 

ภาพ/ข่าว สิทธิพจน์  ผู้สื่อข่าว จ.พิจิตร