royal coronation
9 ธันวาคม 2562
ภูมิภาค

ปฏิวัติพลังงานไทย!!"สนธิรัตน์"ประกาศหนุนผลิต B10

17 พฤศจิกายน 2562 - 15:52 น.
Energy For All,นโยบาย B10 น้ำมันบนดิน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก,B10 ราคาปาล์มจะรุ่ง หรือร่วง,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,นครศรีธรรมราช
Shares :
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

ปฏิวัติพลังงานไทย!!"สนธิรัตน์"ประกาศหนุนผลิต B10"น้ำมันบนดิน พลิกเศรษฐกิจฐานราก"-ชี้เป็นน้ำมันพื้นฐานหลักดีเดย์ใช้ทั่วประเทศ 1 ม.ค. 63

 

 

              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินหน้าเคลื่อนนโยบาย Energy For All พลังงานเพื่อประชาชนทุกคน ทุกระดับ ผลักดันนโยบายพลังงาน ร่วมสร้างกลไกและวางรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้มีความความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อก้าวข้ามปัญหาราคาสินค้าเกษตร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

              เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 17 พ.ย. 2562 ที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกล่าวแถลงนโยบาย “B10 น้ำมันบนดิน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก”ภายในงานสัมมนา “ B10 ราคาปาล์มจะรุ่ง หรือร่วง” ทั้งนี้ทางกระทรวงพลังงาน ร่วมกับพันธมิตรได้จัดกิจกรรมการสัมมนาดังกล่าวขึ้นโดยเชิญตัวแทน ปตท. ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม  ปั้มน้ำมัน

 

              นักวิชาการและสื่อมวลชนร่วมเวทีสัมมนา ท่ามกลางทั้งชาวนครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฏร์ธานี สงขลา ตรัง พัทลุงและอีกหลายจังหวัดในภาคใต้เข้าร่วม โดยมีนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ง่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าราวรับฟังอีกด้วย โดยตัวแทนในแต่ละส่วนต่างเห็นด้วยกับนโยบายการผลิตน้ำมัน B10 และมองว่ารัฐบาลน่าจะดำเนินการนโยบายนี้มาตั้งนานแล้ว โดยเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาราคาปาลมตกต่ำได้อย่างแม้จริง และทำให้ประชาชนใช้น้ำมันที่มีคุณภาพในราคาถูกลง ซึ่งรัฐบาลน่าจะดำเนินการตามนยายนี้มานานแล้ว

 

              นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นเวทีกล่าวแถลงว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับชาวนครศรีธรรมราช และเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ จึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมนโยบายพลังงานเพื่อประชาชนทุกระดับตามนโยบาย Energy For All เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานและสามารถใช้พลังงานในการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระดับภาพรวมและเศรษฐกิจฐานรากที่สามารถพึ่งพาตนเองได้

 

              “ในฐานะที่กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ผมตั้งใจทำ 2 เรื่องหลักคือ ลดความเหลื่อมล้ำและใช้กลไกด้านพลังงานไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ประชาชน ให้กับชุมชน ทั้งนี้กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้าให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30%  ในปี 2579 จึงมีโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์นโยบายนี้ ทั้งการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพจากไบโอดีเซลและเอทานอลผสมในเนื้อน้ำมัน ซึ่งถือเป็นน้ำมันบนดินที่มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นจุดแข็งของไทย ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลผสมในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น B10 นั้นไม่ใช่แค่การส่งเสริมเป็นน้ำมันทางเลือก แต่เป็นน้ำมันหลัก หรือน้ำมันพื้นฐานที่สามารถใบ้ได้กับรถทุกชนิด 

 

              ในขณะนี้ได้ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 น้ำมัน B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศและจะครบถ้วนเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นไป โดยน้ำมัน B10 จะนำมาแทน B7 โดยที่น้ำมันดีเซล B7 จะกลายเป็นทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรปที่ยังรองรับไม่ได้ และมีน้ำมัน B20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งหากผลักดันการใช้ B10 สำเร็จตามเป้าหมายจะทำให้การใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นราว 2.1 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มประมาณ 40% จากปัจจุบันข้อมูล ณ.วันที่  พ.ย.2562 มีปริมาณการใช้ไบโอดีเซล 5.15 ล้านลิตรต่อวันก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวันในปี 2563 โดยราคา B10 จะถูกกว่า B7 ประมาณ  2 บาท/ลิตร ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใช้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายให้สถานีบริการน้ำมันมี B10 จำหน่ายทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มี.ค. 2563 ซึ่งปัจจุบันมีสถานีบริการ B10 ทั่วประเทศแล้ว 120 สถานี เฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช มี 5 สถานี และเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นไป”

 

 

              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวอีกว่า ผลจากการผลักดันนโยบาย B10 เกิดประโยชน์ขึ้นหลายต่อทีเดียว ทั้งการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มดิบจากการใช้ไบโอดีเซลในภาคพลังงานมากขึ้น โดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อใช้ผลิตไบโอดีเซลและเพื่อใช้บริโภค และร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันการลักลอบการนำเข้าปาล์มดิบจากต่างประเทศด้วย อันจะมีส่วนช่วยยกระดับราคาผลปาล์มน้ำมัน และทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ที่สำคัญลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

 

              “นโยบายนี้เป็นการปฏิวัติวงการพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ และผมจะทำต่อใน 3 อย่างเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตและใช้น้ำมัน B10 อย่างมั่นคงถาวร ประกอบด้วย 1. การปรับสมดุลการผลิตโดยการควบคุมและจัดระเบียบพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ 2. ควบคุม ป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าปาล์มจากต่างประเทศ โดยการผลิตน้ำมัน B10 จะต้องเป็นปาล์มที่ปลูกในประเทศไทยทุกเม็ด และ 3.การให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตปาล์มให้ได้มากที่สุด หากทำได้ทั้ง 3 ประการนี้ก็จะทำให้ราคาปาล์มเมืองไทยไม่ตกต่ำเหมือนที่ผ่านๆ มาอย่างแน่นอน “

 

              นอกจากนี้น้ำมันบนดินชนิดต่อไปที่กระทรวงฯจะผลักดันคือ การส่งเสริมเอทานอลที่ผลิตจาก อ้อย                 มันสำปะหลัง เพื่อผสมในน้ำมันเบนซิน โดยมีแผนยกระดับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานกลุ่มเบนซิน และมีแผนจะลดจำนวนชนิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่จำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันลง โดยใช้กลไกส่วนต่างราคาปลีกจูงใจประชาชนหันมาใช้ E 20 เพิ่มขึ้น ผมขอให้เชื่อมั่นว่านโยบายของกระทรวงพลังงานจะเป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกระดับ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และขอให้มั่นใจว่ากระทรวงพลังงานจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนชีวิตของคนไทยทุกคนในปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืนตามนโยบาย พลังงานเพื่อทุกคน พลังงานเพื่อชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวยืนยันในที่สุด.

 

 

ภาพ/คลิป  ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ยุทธนะ  เตมะศิริ นครศรีธรรมราช

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ