9 กรกฎาคม  2562 น้องสาวเปิดเบื้องลึกสาเหตุ "ตาโก้" พี่ชายวัย 52 ปี ป่วยทางจิตและประสาท ออกเดินเร่ร่อนไปทั่วเมืองขอนแก่นจนชาวบ้านหวาดกลัว เผยเตรียดจากการสูญเสียแม่และพ่อไปเมื่อ 6 ปีก่อน จนกลายเป็นคนซึมเศร้า ต้องอาศัยอยู่บ้านกับน้องสาวที่ต้องหาเช้ากินค่ำ วอนสังคมเข้าใจและพร้อมรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ


         

             

 

จากกรณีแม่ค้าร้านขายข้าวแกงเมืองขอนแก่น โพสต์คลิปวีดีโอเหตุการณ์ที่ชายมีอาการป่วยทางประสาทมาขอข้าวกินที่ร้าน แต่กลับแสดงอาการก้าวร้าว และใช้ไม้เคาะกระจกตู้ข้าวแกงของทางร้าน ซึ่งภายหลังจากที่คลิปนี้เผยแพร่ออกไปได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของชายรายนี้ เช่น การใช้ไม้ไปทุบรถยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ริมถนน

 

การขโมยของตามรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ในที่สาธารณะ รวมถึงการทำร้ายร่างกายคนอื่น ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนหนึ่ง บอกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเข้ามาช่วยเหลือชายรายนี้ ด้วยการนำตัวไปบำบัดรักษาอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นได้ พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่า ชายรายนี้มีบ้านพักอยู่ที่หมู่บ้านการเคหะ ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น

 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านดังกล่าว โดยได้พบกับนางสุบงกช นารอง อายุ 67 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านการเคหะเมืองเก่า ซึ่งระบุว่า ชายคนดังกล่าวได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้จริง โดยอาศัยอยู่กับน้องสาวและหลานชาย พร้อมกับอาสาพาทีมข่าวไปที่บ้านที่เป็นบ้านพักของชายรายนี้ซึ่งอยู่ภายในซอยลึกเข้าไปประมาณ 100 เมตร เมื่อไปถึงพบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นตึกปูน 2 ชั้น

 

ด้านหน้ามีประตูเหล็กปิดไว้อย่างดี และเมื่อไปถึงได้มีหญิงคนหนึ่งออกมาพบ ทราบชื่อคือ นางสาวณัฐชยา สุรไกรกุล หรือ คุณแอ๊ป อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของบ้านและเป็นน้องสาวของชายที่มีอาการป่วยทางจิตและประสาท ซึ่งคุณแอ๊ป ยินดีที่จะพูดคุยและให้ข้อมูลของพี่ชายกับผู้สื่อข่าว พร้อมกับพาดูห้องนอนของพี่ชาย ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ที่น้องสาวทำไว้ให้เป็นที่นอนเพื่อให้สะดวกเวลาที่พี่ชายกลับมาบ้าน       

 

นางสาวณัฐชยา เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ชายที่ปรากฏภาพในโลกโซเชียลที่กำลังมีการกล่าวถึงกัน เป็นพี่ชายของตนเองจริง ชื่อนายชัยพร สุรไกรกุล หรือ “ตาโก้” อายุ 52 ปี ซึ่งมีอาการป่วยทางจิตและประสาทมานานกว่า 5 ปีแล้ว และยังเป็นผู้ป่วยที่ต้องคอยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ โดยครั้งล่าสุดเพิ่งจะเข้าพบหมอและได้ยามาทานที่บ้าน เมื่อวันที่ 3 ม.ค.62 ที่ผ่านมา แต่พี่ชายของตนเองก็ไม่ค่อยได้ทานยาเป็นเวลาหรือสม่ำเสมอ

 

เนื่องจากชอบออกไปเดินตามท้องถนนและอยู่ที่สาธารณะ และไม่ค่อยกลับมาบ้าน จึงทำให้อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งการออกจากบ้านไปของพี่ชาย เป็นสิ่งที่ตนเองควบคุมได้อยาก เพราะมีเงื่อนไขหลายอย่างที่หลายๆ คนอาจไม่เข้า หรืออาจมองว่าตนเองไม่ดูแลเอาใจใส่พี่ชาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าตนเองก็ลำบากใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ บางคนตั้งคำถามว่าทำไมตนเองไม่พาพี่ชายไปรักษา ทำไมไม่ขังพี่ชายไว้ในบ้านปล่อยให้ออกมาเดินเร่ร่อนทำไม ซึ่งอยากจะบอกกับทุกคนจากใจจริงว่า

 

ที่ผ่านมาตนได้พาพี่ชายไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยให้อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาล เป็นเวลา 1 เดือนบ้าง  2 เดือนบ้าง ซึ่งหลายๆ ครั้ง พี่ชายก็เริ่มมีอาการดีขึ้น เมื่ออาการดีขึ้นหมอก็ให้กลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว พี่ชายก็ไม่มีเพื่อนไม่มีคนคอยพูดคุย เพราะตนเองก็ต้องออกไปทำงานรับจ้างเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ส่วนลูกชายวัย 17 ปี ก็ต้องออกไปเรียนหนังสือ ทำให้พี่ชายของตนเองต้องอยู่คนเดียวลำพัง และกลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง

 

เมื่ออาการแย่ลงอีกตนก็พาไปหาหมออีก จนครั้งหนึ่งที่ตนถูกเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตำหนิว่า ทำไมไม่ดูแลพี่ชายให้ดี ทำไมต้องให้เป็นภาระของคนอื่น ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ตนเสียใจจนร้องไห้ เพราะคิดในใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตนเองเหรอที่มีพี่ชายสติไม่ดี หลายครั้งตนก็อยากจะขังพี่ชายเอาไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน แต่ก็กลัวว่าพี่ชายจะคลุ้มคลั่ง หรือก่อเหตุไม่ดีขึ้น

 

จึงจำใจที่จะต้องให้พี่ชายออกจากเขตบ้านไป ซึ่งเวลาที่พี่ชายออกไปแบบนั้นตนก็เป็นห่วงว่าจะได้รับอันตราย และมักได้ยินพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่พี่ชายไปก่อไว้อยู่เรื่อยๆ ตนเองอยากบอกให้ทุกคนเข้าใจว่า ที่ผ่านมาตนเองในฐานะผู้หญิงที่เสาหลักของครอบครัวได้พยายามอย่างเต็มกำลังแล้วในการดูแลพี่ชายคนนี้ เพราะพ่อกับแม่ก็เสียชีวิตไปนานแล้ว และบ้านหลังนี้ก็เช่าอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ ตนเอง พี่ชาย และลูกชาย

 

นางสาวณัฐชยา เผยทั้งน้ำตาว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ครอบครัวของเราอยู่กันอย่างอบอุ่น โดยพื้นเพเป็นชาวนครราชสีมา ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ขอนแก่น เมื่อประมาณ 17 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นพี่ชายของตนก็เป็นคนปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ภายหลังจากที่แม่เสียชีวิตและพ่อก็มาเสียชีวิตลงอีกเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่าน พี่ชายของตนเองก็เริ่มมีอาการซึมเศร้า เก็บตัวเงียบ และไม่ร่าเริงสดใสเหมือนก่อน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ต้องสูญเสียแม่และพ่อไป จนกลายเป็นคนป่วยทางจิตและประสาทในเวลาต่อมา

 

ตนเองก็ได้พาไปพบแพทย์และรักษามาอย่างต่อเนื่อง ตนเองยอมรับว่า สิ่งที่พี่ชายทำและสิ่งที่พี่ชายเป็น อาจเป็นอันตรายกับคนในสังคม แต่ก็อยากวอนให้ทุกคนเห็นใจและเข้าว่าสิ่งที่ทางครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ก็หนักหนาเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะแก้ไขได้ หากมีหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานไหนยื่นมือเข้ามาช่วยให้พี่ชายหายจากอาการป่วยนี้ได้ ตนเองก็พร้อมรับการดูแล ขอเพียงว่าให้พี่ชายกลับมามีอาการดีขึ้น ให้ความอบอุ่นกลับมาสู่ครอบครัวอีกครั้ง

 

ด้านนางสุบงกช ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและ อสม.ประจำหมู่บ้าน กล่าวว่า ทางผู้นำชุมชนไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาก็คอยมาที่บ้านของตาโก้อยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าไม่อยู่บ้าน ทำให้การช่วยเหลือ หรือแม้กระทั้งการให้ทานยา ไม่มีความต่อเนื่อง อีกครั้งการดูแลควบคุมตาโก้ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ซึ่งมากกว่ากำลังของชุมชนหรือ อสม. จะดูแลได้ในระยะยาว

 

จึงอยากให้ทางจังหวัดเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของตาโก้ ด้วยการพาไปรักษาให้หาย และฝากไปยังชาวขอนแก่นว่า ได้โปรดเห็นใจครอบครัวของเขา และอย่าทำร้ายเขาเลย เพราะตาโก้คือผู้ป่วยที่ต้องการการรักษา และหวังอยากกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุข

             

 

 

เรื่อง /  ภาพ กฤศเมธ โลโห