royal coronation
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562
ไลฟ์สไตล์

เทรดวอร์ 5G สะเทือนโลกทั้งใบ

วันที่ 1 มิถุนายน 2562 - 16:40 น.
ไอที,5G
Shares :
เปิดอ่าน 12,836 ครั้ง

คอลัมน์ "อินโนสเปซ" โดย "บัซซ๊่บล็อก" หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 1-2 มิ.ย.62

 

        ใกล้เข้าสู่กลางปี 2562 แล้ว ชัดเจนว่าการปะทะกัน(ทางการค้าเทคโนโลยี) ระหว่างสหรัฐกับจีน ยังเพิ่มดีกรีความร้อนแรงต่อเนื่องข้ามมาจากเมื่อปลายปี 2561 โดยมี “เทคโนโลยี 5G” เป็นตัวประกันสำคัญ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา จับกุมไว้เพื่อใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานฟ้องร้อง และกดดันบริษัท หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอันดับ 1 ของจีน ให้กระเด็นออกไปจากสนามการค้ายุคใหม่ ซึ่งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็น “เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” 

 

 

 

     

          เทคโนโลยี 5G จะทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เพราะจะเข้ามามีผลต่อชีวิตมนุษย์อย่างมากในอนาคตอันใกล้ ทั้งยังก้าวข้ามสัญญาณโทรศัพท์แบบเดิมและเข้ามามีส่วนในประวัติศาสตร์การใช้ชีวิตของมนุษย์ยุคนี้มากขึ้น อาทิ การสร้างเมืองอัจฉริยะ (smart city), หุ่นยนต์ยานพาหนะไร้คนขับ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมการแพทย์ เกษตรกรรม และการศึกษา เนื่องจากเทคโนโลยีนี้จะมาพร้อมกับความสามารถในการสื่อสารได้อย่างรวดเร็วขึ้น ความล่าช้าจากการส่งข้อมูลจะลดลงมาอยู่ที่ 1 มิลลิวินาที (หนึ่งในพันของวินาทีเมื่อการสื่อสารสามารถรวดเร็วแทบจะเท่ากับการสื่อสารในเวลาจริง

 

         นั่นจึงหมายความว่า ถ้าบริษัทเทคโนโลยีรายใด หรือของประเทศใด ครอบครองพื้นที่โลกของการใช้งาน 5G นั่นย่อมมีโอกาสสูงที่จะส่งผลให้กลายเป็น “ผู้ชี้นำ” อนาคตแห่งมวลมนุษยชาติยุคใหม่ได้อย่างไม่ยากนัก

 

 

ไทม์ไลน์สงครามการค้า 5G

 

          จุดเริ่มต้นไฟสงครามการค้า 5G ถูกจุดขึ้นครั้งแรก ด้วยข่าวใหญ่สะเทือนวงการเทคโนโลยีทั่วโลก เมื่อมีข่าวเจ้าหน้าที่รัฐของแคนาดา จับกุมผู้บริหารระดับสูงของหัวเว่ย ซึ่งครองสถานะสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งก็คือ เป็นบุตรสาวคนโตของผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย โดยชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐ คือ“ผู้สั่งการ” ตัวจริงของคำสั่งจับกุมนี้

         1 ธันวาคม 2561 “เมิ่ง หว่านโจว" รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือซีเอฟโอ (Chief Financial Officer) ของหัวเว่ย ถูกจับกุมที่แคนาดา ด้วยข้อกล่าวหาว่ามีกระทำการละเมิดมาตรการลงโทษคว่ำบาตรที่สหรัฐฯประกาศใช้กับอิหร่าน

 

 

          6 ธันวาคม 2561 จีนเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ และออกแถลงการณ์ว่า “เมิ่ง” ไม่เคยละเมิดกฎหมายใดๆ ของสหรัฐและอเมริกา

          8-9 ธันวาคม 2561 จีนเรียกทูตสหรัฐและแคนาดาเข้าพบ เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ พร้อมเตือนว่าการเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้อาจนำไปสู่ผลร้ายแรง

          10 ธันวาคม 2561 จีนตอบโต้ด้วยการควบคุมตัวพลเมืองชาวแคนาดา 2 คน

          11 ธันวาคม 2561 ศาลแคนาดาอนุมัติให้ประกันตัว “เมิ่ง” ภายใต้วงเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่าอาจเข้าแทรกแซงเรื่องนี้

            16 มกราคม 2562 “เหริน เจิ้งเฟย” ซีอีโอหัวเว่ย บิดาของเมิ่ง หว่านโจว กล่าวกับสื่อต่างประเทศว่า หัวเว่ยปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อจำกัดด้านการส่งออกในทุกตลาดที่เข้าไปทำธุรกิจ

 

 

           22 มกราคม 2562 ทางการจีนเรียกร้องให้สหรัฐยุติคำร้องขอส่งตัว “เมิ่ง หว่านโจว” มายังสหรัฐในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

           24 มกราคม 2562 หัวเว่ย ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นพับได้ ที่มีความสามารถรองรับระบบ 5G ระหว่างร่วมงาน โมบาย เวิลด์ คองเกรส เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เป็นการตอกย้ำสถานะผู้นำเทคโนโลยี 5G

            29 มกราคม 2562 สหรัฐ กล่าวหาหัวเว่ย รวม 23 ข้อหา เกี่ยวกับการโจรกรรมความลับทางการค้าและฉ้อโกง

           6 กุมภาพันธ์ 2562 ทางการสหรัฐ ให้การไม่มั่นใจสหภาพยุโรป กรณีการเลือกใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย ในการวางโครงข่ายระบบ 5G

           21 กุมภาพันธ์ 2562 รมต.ต่างประเทศสหรัฐ ออกมากล่าวว่าประเทศที่ใช้สินค้าของ Huawei เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ

          8 มีนาคม2562  หัวเว่ย ฟ้องรัฐบาลสหรัฐ กรณีการแบนสินค้าและอุปกรณ์ของทางบริษัท

          14 มีนาคม2562 หัวเว่ย เปิดเผยว่ากำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองอยู่ ชื่อว่า Hongmeng OS (หงเมิ่ง)

          15 พฤษภาคม 2562 ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามรัฐบัญญัติว่าด้วยภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและความมั่นคง สั่งห้ามเอกชนอเมริกันจัดซื้อ หรือใช้งานอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ของหัวเว่ย ที่ถูกระบุว่า “เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และบ่อนทำลายผลประโยชน์” ของสหรัฐอเมริกา พร้อมมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย และบริษัทลูกอีกกว่า 68 แห่ง

          19 พฤษภาคม 2562 กูเกิล ประกาศหยุดให้การสนับสนุนการอัพเดทระบบต่างๆ ของ Android ให้แก่สมาร์ทโฟนของ Huawei เนื่องด้วยคำสั่งพิเศษของทางประธานาธิบดี

          20 พฤษภาคม 2562 ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตแร่หายาก (Rare-Earth) ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า จีนกำลังมีความคิดที่จะยกเลิกการส่งออกแร่ชนิดนี้ให้แก่สหรัฐ ซึ่งจะกระทบกับสหรัฐอย่างหนักแน่นอน เพราะว่าแร่ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ต้องใช้ในการผลิตชิปในอุปกรณ์เทคโนโลยี อาวุธ และอีกมากมาย

          25 พฤษภาคม 2562 สมาคมที่รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานเอสดี การ์ด (SD Association) และออกใบอนุญาตโลโก้และเครื่องหมายการค้าให้แก่บริษัทอื่นได้ลบ หัวเว่ย (Huawei) ออกจากรายชื่อสมาชิก เช่นเดียวกับที่ให้เหตุผลว่า การดำเนินการก่อนหน้านี้ เพราะต้องการตรวจสอบข้อมูลกับคำสั่งรัฐบาลสหรัฐก่อน

 

 

 

 

สงครามครั้งนี้ ใครได้-ใครเสีย?

 

          ขณะที่ ท่าทีคุกคามของสหรัฐต่อหัวเว่ย (รวมถึงจีน) ยังดำเนินต่อไป ทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้นำเสนอรายงานบทวิเคราะห์ว่า มาตรการของสหรัฐ ที่จำกัดบริษัทอเมริกัน ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ให้หัวเว่ย อาจส่งผลให้ซิลิกอนวัลเลย์ สูญเสียเงินรายได้จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก หัวเว่ย ต้องพึ่งพาส่วนประกอบสำคัญจากบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน ในการผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม และสมาร์ทโฟนเพื่อป้อนตลาดโลก

          รายงานระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว หัวเว่ย ซื้อส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนรวมมูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากซัพพลายเออร์จำนวน 13,000 ราย ซึ่งเงินจำนวนนี้มีอยู่ราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้ซื้อผลิตภัณฑ์ จากบริษัทในสหรัฐ เช่น ชิปคอมพิวเตอร์จากควอลคอมม์ ซอฟต์แวร์จากไมโครซอฟท์ และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล

          ในฟากหัวเว่ยนั้น การที่กูเกิล จำเป็นต้องหยุดทำธุรกิจกับหัวเว่ย จะทำให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยในอนาคต ไม่สามารถรับการสนับสนุนจากกูเกิล ซึ่งรวมไปถึงระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และแอพพลิเคชั่นที่เป็นสิทธิของกูเกิล ได้แก่ ยูทูบ จีเมล์ เป็นต้น

          ขณะที่ มีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ข้อมูลจากบริษัท Fubon Research and Strategy Analytics ระบุว่า สมาร์ทโฟนของหัวเว่ย อาจมีปริมาณยอดขายลดลง 4-24% ในปีนี้ จากคำสั่งรัฐบาลสหรัฐที่ห้ามใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย อีกทั้ง บริษัทเทคโนโลยี เช่น กูเกิล และซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทออกเเบบชิปคอมพิวเตอร์ ARM ก็แสดงท่าทีแล้วว่า ทางบริษัทจะยุติการส่งสินค้าและอัพเดทซอฟต์แวร์ให้หัวเว่ย

          ก่อนหน้านี้ Fubon Research เคยประมาณการยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย 258 ล้านเครื่อง แต่ล่าสุดปรับตัวเลขคาดการณ์ลดลงเหลือ 200 ล้านเครื่อง

 

 

เทรดวอร์ 5G กระทบ 3 พันล้านคน

 

          ล่าสุด ซ่ง ลิ่วผิง” หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของหัวเว่ย กล่าวว่า การที่รัฐบาลสหรัฐใช้กฎหมายและคำสั่งลงโทษบริษัทเพียงรายเดียว ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะในอนาคตรัฐบาลสหรัฐ อาจจะออกมาตรการในลักษณะนี้มาใช้กับบริษัทอื่นได้

          ทั้งนี้ หัวเว่ย กำลังทบทวนแนวทางการต่อสู้กับมาตรการขึ้นบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ที่ออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว พร้อมนำเสนอข้อมูลว่าการกระทำของสหรัฐ จะกระทบต่อซัพพลายเออร์กว่า 1,200 ราย และลูกค้าที่เกี่ยวข้องราว 3 พันล้านคนใน 170 ประเทศ

           หัวเว่ยยังคงเดินหน้าต่อสู้รัฐบาลสหรัฐในทุกวิถีทาง รวมทั้งกระบวนการทางกฎหมาย โดยล่าสุดหัวเว่ยได้ยื่นคำร้องต่อศาลในสหรัฐ เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลที่แบนไม่ให้หน่วยงานรัฐใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย ขณะที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของหัวเว่ยอ้างว่า มาตรการขึ้นบัญชีดำล่าสุดของสหรัฐ จะกระทบประชาชนเกือบครึ่งโลกหัวเว่ยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงในรัฐเท็กซัสเมื่อวันอังคาร ขอให้วินิจฉัยว่า กฎหมายว่าด้วยการใช้อำนาจป้องกันประเทศหรือ NDAA ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากการยื่นฟ้องเดิมเมื่อเดือนมีนาคม โดยกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาคองเกรสเมื่อปีที่แล้ว และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หยิบมาใช้ออกมาตรการแบนไม่ให้หน่วยงานของรัฐบาลใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยด้วยเหตุผลเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คาดว่าการไต่สวนจะเริ่มต้นในเดือนกันยายนนี้

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ