ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำธุรกิจทุกวันนี้จะอาศัยเพียงความเก่งและเฮง “ไม่พอ” อีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าอยากเป็นผู้ชนะในสังเวียนการค้า ผู้ประกอบการหรือองค์กรธุรกิจนั้นๆ จำเป็นต้อง “รู้ทัน-ตามทัน” เทคโนโลยีด้วยเพราะไม่เพียงจะใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพหรือความเก่ง แต่ยังเพิ่ม “ความได้เปรียบ” ให้สามารถล้ำหน้าคู่แข่ง หรือนำเสนอสินค้า-บริการใหม่ๆ ที่จะกระตุ้นให้ “ลูกค้า” อยากใช้ อยากจ่ายเงินซื้อ ดังนั้นคงไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า อีกบทบาทของเทคโนโลยีในโลกธุรกิจใหม่ ก็เปรียบเสมือนเทพพยากรณ์แห่ง “ยุคดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี” นั่นเอง

 

 

          ไม่นานมานี้ เว็บไซต์เทคเรดาห์ (www.techradar.com) ได้นำเสนอบทความน่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาแรง ซึ่งจะเข้ามากำหนดภูมิทัศน์ใหม่ให้กับการทำธุรกิจในปี 2562 จากมุมมองของ นิก ออฟฟิน (Nick Offin)” หัวหน้าฝ่ายการตลาด การขาย และปฏิบัติการของโตชิบา ที่น่าสนใจก็คือ ทุกแนวโน้มเทคโนโลยีที่เขาพูดถึงล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หรือกำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆ และมีผู้บริโภคทั่วโลกตั้งตารออยู่

          เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในมุมมองของผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกคนนี้ เป็นการผสานกันของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคลาวด์, อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือไอโอที (IoT), เทคโนโลยีเครือข่ายและเทคโนโลยีเสมือนจริง รวมไปถึงการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งตกผลึกมาเป็น 3 เทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจในปี 2562

+++5จี ไม่ต้องรออีกต่อไป

         โดดเด่นและเป็นที่จับตามองมากที่สุดตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป คงต้องยกพื้นที่ให้กับเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย 5จี เพราะหลายประเทศทั่วโลก “เอาจริง” กับการเดินหน้าทดสอบไปก่อนระหว่างรอสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนดมาตรฐานย่านความถี่ที่ชัดเจนและเป็นที่สิ้นสุดออกมา แน่นอนว่าแม้การทดสอบต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร แต่ไม่มีใครลังเล เพราะยิ่งการทดสอบได้ผลเท่าไหร่ ก็จะนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ในการให้บริการจริงได้เร็วขึ้น และตอบโจทย์ ลูกค้าได้ตรงเป้ายิ่งขึ้น

 

 

          “ความเหนือกว่า” ของเทคโนโลยี 5จีในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ก็คือ องค์กรต่างๆ จะมีความได้เปรียบจากความสามารถ 5จี ในด้านโซลูชั่น IoT ซึ่งจากการคาดการณ์ของบริษัท อีริคสัน หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยืสื่อสารไร้สายใหญ่สุดของโลก ระบุว่าภายในปี 2565 ทั่วทั้งโลกจะมีจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และคุยกันเองได้ (ToT) มากถึง 18 พันล้านชิ้น และ 70% ของจำนวนดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำงาน

 

+++ข้อมูลปลอดภัยด้วยการประมวลผลปลายทาง (Edge Computing)

           เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจ โดยจะมีการแบ่งโหลดการประมวลผลไปไว้ที่อุปกรณ์ปลายทาง แทนที่จะรวมโหลดทั้งหมดจากศูนย์กลางบนคลาวด์ตามรูปแบบ Cloud Computing แบบเดิม ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งรับจากอุปกรณ์ปลายทาง (Edge) กับคลาวด์ได้อย่างมาก

         ในเว็บไซต์ www.enterpriseitpro.net อธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัด ได้แก่ IoT ซึ่งอุปกรณ์กลุ่มดังกล่าวมักจัดเก็บข้อมูลที่กระจายตามตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ ผ่านตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งปกติมักส่งข้อมูลเข้ามาศูนย์กลางผ่าน WAN อย่างเช่น เครือข่ายโทรศัพท์ หรือวีพีเอ็นผ่านอินเทอร์เน็ต การรวมศูนย์ประมวลผลข้อมูลไว้หนึ่งเดียวนั้นจำเป็นในบางกรณี แต่ก็หลายกรณีที่ไม่จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากทุกที่เพื่อประมวลผลเช่นกัน บางครั้งถ้าตัวเซ็นเซอร์สามารถประมวลผลข้อมูลด้วยตัวเอง แล้วส่งแค่ผลลัพธ์มาให้ส่วนกลางก็จะช่วยประหยัดทั้งแบนด์วิธ และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก

 

 

          ขณะที่ บทความของเทคเรดาห์ ก็บอกว่าความแรงและเร็วของสัญญาณคลื่น 5จี ผนวกกับความแพร่หลายของจำนวนอุปกรณ์ IoT ที่ได้อานิสงค์จากความสามารถของเทคโนโลยี 5จี จึงช่วยให้องค์กรธุรกิจ สามารถบริหารจัดการ “ข้อมูล” ได้อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับมีความปลอดภัย

          เรียกได้ว่าเป็นการลดข้อกังวลเดิมๆ เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยข้อมูล ที่ก่อนหน้านี้เคยความเสี่ยงพุ่งจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการใช้งานเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและโลกโซเชียลกันอย่างขาดความระแวดระวัง

          ที่ผ่านมา ผลสำรวจผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจด้านไอทีในยุโรป 62% ระบุว่า การลงทุนเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล มีความสำคัญเร่งด่วนลำดับต้นๆ ในช่วง 12 เดือนจากนี้ นอกจากนี้ ในรายงานภัยคุกคามทางไซเบอร์ ประจำปี 2561 ที่จัดทำโดย SonicWall ก็บอกว่า อุปกรณ์ IoT คือสนามรบแห่งใหม่ของความปลอดภัยข้อมูล

+++อุตสาหกรรม 4.0 แจ้งเกิดเต็มตัว

          ผู้บริหารรายนี้มองว่า  อุตสาหกรรม 4.0 เป็นกลุ่มแรกที่ตะหนักถึงข้อได้เปรียบที่ตามมากับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะการติดปีกความสามารถให้กับพนักงานด้วยสารพันโซลูชั่นด้านเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น พนักงานโกดังสินค้าและโลจิสติกส์ สามารถสแกนบาร์โค้ดสินค้า หรือหีบห่อบรรจุสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเบาแรง ด้วยการใช้ “แว่นตาอัจริยะ” เป็นเครื่องทุ่นแรงในการหยิบและสแกน (pick-by-vision ) โดยไม่จำเป็นต้องหยิบขึ้นมาสแกนเป็นชิ้นๆ อย่างแต่ก่อน อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังสินค้า (Inventory) ได้อย่างชัดเจน.

 

 

          อีกอุตสาหกรรมและอีกเทคโนโลยีที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าจะมารวมร่างกันได้ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ก็คือ บล็อกเชน (Blockchain ) กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์รายใหญ่ของโลกอย่าง โตโยต้า ที่กำลังเกาะตอดเทรนด์การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ โดยสถาบันวิจัยโตโยต้า ได้ร่วมมือกับเอ็มไอที มีเดีย แล็บ ( MIT Media LAB) เพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้ โดยบล็อกเชนจะเก็บข้อมูลที่ได้จากผู้ผลิตรถยนต์และผู้ใช้งานรถยนต์กว่าพันล้านข้อมูล มาวิเคราะห์และปรับปรุงความปลอดภัยของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งลดระยะเวลาในการพัฒนาอีกด้วย สถาบันวิจัยของโตโยต้า ยังได้ร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ หลายราย เช่น BigchainDB ในเรื่องนี้เช่นกัน

          การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยตลลาดไอทีชั้นนำ คาดการณ์ว่า บล็อกเชนจะเข้ามามีส่วนสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ถึง 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 พร้อมแนะนำว่าธุรกิจต่างๆ ควรรีบคิดแต่เนิ่นๆ ว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

 

+++5จี ครองตลาด 1.5 พันล้านเครื่องปี 67

          รายงาน “อีริคสัน โมบิลิตี้ รีพอร์ต” ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์โทรศัพท์มือถือ 5จีว่า จะมีจำนวนสูงถึง 1.5 พันล้านเครื่อง ภายในปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 40% ของจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาด ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเติบโตเร็วสุดในประวัติวิวัฒนาการของเทคโนโลยีนสื่อสารแบบเคลื่อนที่ อีกทั้งยังหนุนการเติบโตให้กับตลาดอุปกรณ์ IoT อีกด้วย โดยคาดว่าจะมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน 5จื ทะลุหลัก 4 พันล้านชิ้นภายในปีดังกล่าวเช่นกัน การขยายตัวหลักๆ มาจากการใช้งานในแถบเอเชียตะวันออก

 

 

          ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ สำหรับความเฟื่องฟูของ 5จีที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และชัดเจนเต็มตัวในปี 2563 ก็คือ การที่มีการแสดงท่าทีจากไอทียูแล้วว่า สเปคตรัมความถี่ที่จัดสรรให้จะช่วยให้เกิดความประหยัดในด้านค้นทุนการติดตั้งเครือข่าย นวัตกรรมของโซลูชั่นใหม่ๆ สำหรับการติดตั้งที่สามารถนำสเปคตรัมที่มีอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานเดิมมาใช้ใหม่ (reuse)

          ในรายงานฉบับนี้ยังเปิดเผยตัวเลขยอดผู้ใช้มือถือทั่วโลก ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ปี 2561 มีจำนวน 5.6 พันล้านคน โดยมีการใช้งานรวมประมาณ 7.9 พันล้านเลขหมาย สัดส่วน 60% เป็นสมาร์ทโฟน ด้านจำนวนมือถือที่เพิ่มขึ้นเฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 120 ล้านเลขหมาย ประเทศที่เป็นผู้นำการเพิ่ม 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 37 ล้านเลขหมายอินเดีย 31 ล้านเลขหมาย และอินโดนีเซีย 13 ล้านเลขหมาย